การปฏิรูประบบกฎหมายไทยในการแก้ไขปัญหา IUU Fishing
ธำรงลักษณ์ ลาพินี


                      คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้ประกาศแจ้งเตือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการให้ประเทศไทยเป็นประเทศในกลุ่มที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมายประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal Unreported and Unregulated Fishing : IUU Fishing) เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘ ตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่ (EC) No ๑๐๐๕/๒๐๐๘ และเสนอแนะให้ประเทศไทยดำเนินการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ จรรยาบรรณในการทำการประมงอย่างรับผิดชอบ และมาตรการอนุรักษ์และการจัดการด้านการประมงที่ประเทศไทยมีพันธกรณี ทำให้ประเทศไทยมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย โดยมีหลักการของกฎหมาย และ แนวทางที่จะส่งเสริมให้มีการทำประมงอย่างยั่งยืน

จากการที่คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้ประกาศแจ้งเตือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการให้ประเทศไทยเป็นประเทศในกลุ่มที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมายประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal Unreported and Unregulated Fishing : IUU Fishing) เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘ ตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่ (EC) No ๑๐๐๕/๒๐๐๘ ว่าด้วยการจัดตั้งระบบของประชาคมยุโรปเพื่อป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำการประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงาน และไร้การควบคุม โดยแนะนำให้ประเทศไทยดำเนินการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ จรรยาบรรณในการทำการประมงอย่างรับผิดชอบ และมาตรการอนุรักษ์และการจัดการด้านการประมงที่ประเทศไทยมีพันธกรณี ซึ่งหากประเทศไทยไม่ดำเนินการแก้ไขอาจถูกระงับการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของไทยเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป รัฐบาลไทยได้ใช้ความพยายามเกือบสี่ปีในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหา โดยได้ดำเนินการแก้ไขกฎหมาย ปรับปรุงระบบบริหารจัดการการทำประมงและกองเรือ จัดให้มีระบบติดตามตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวังการทำประมง (Monitoring Control and Surveillance : MCS) และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จนได้รับการประกาศปลดใบเหลืองอย่างเป็นทางการจากสหภาพยุโรปในเดือนมกราคม ๒๕๖๒ ซึ่งบทความนี้จะมุ่งเน้นเฉพาะการดำเนินการแก้ไขกฎหมายในการแก้ไขปัญหา IUU Fishing โดยจะกล่าวถึง (๑) เหตุผลหรือความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย (๒) หลักการของกฎหมายที่ได้มีการแก้ไขปรับปรุง และ (๓) แนวทางในการดำเนินการปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้มีการทำประมงอย่างยั่งยืน

            ๑. เหตุผลความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย

ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๕๘ การบริหารจัดการทรัพยากรประมงไทยเป็นไปตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึ่งพัฒนามาจากพระราชบัญญัติอากรค่าน้ำ รัตนโกสินทร ศก ๑๒๐ จึงมีหลักการในการบริหารจัดการการประมงแบบ Open Access อันเห็นได้จากมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ได้วางหลักการไว้ว่าที่จับสัตว์น้ำเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งบุคคลทุกคนมีสิทธิทำการประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ และห้ามมิให้ทำการประมงหรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเฉพาะในที่รักษาพันธุ์พืชและในที่ที่รัฐกำหนดให้มีการประมูลหรือที่อนุญาตตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๓ รวมทั้งมีการกำหนดให้เฉพาะเครื่องมือบางประเภทเป็นเครื่องมือในพิกัดทำการประมงที่ต้องได้รับใบอนุญาตและเสียเงินค่าอากรตามที่กำหนดในมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การออกใบอนุญาตทำการประมงจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกเก็บอากรการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำเป็นหลัก ไม่มีระบบควบคุมจำนวนของเรือที่จะได้รับใบอนุญาตทำการประมง กล่าวคือ ทุกคนที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดมีสิทธิได้รับใบอนุญาตทำการประมง ประกอบกับการควบคุมการทำการประมงใช้หลักการตรวจสอบกลางทะเล (at sea) เป็นหลัก เนื่องจากยังไม่มีระบบติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำการประมง โดยวิธีการอื่นนอกจากการตรวจสอบกลางทะเล ประกอบกับบทกำหนดโทษที่กำหนดไว้ค่อนข้างต่ำมาก เนื่องจากตั้งแต่มีการประกาศใช้บังคับกฎหมาย

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ยังไม่เคยมีการแก้ไขปรับปรุงอัตราโทษให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงไม่สามารถป้องปรามและยับยั้งการกระทำความผิดได้ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ (UNCLOS ๑๙๘๒) ส่งผลให้ไทยมีพันธกรณีในการปรับปรุงกฎหมายภายในเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ และการประมงของประเทศให้สอดคล้องกับหลักการที่กำหนดไว้ใน UNCLOS ๑๙๘๒ ภายใต้บทบาทรัฐเจ้าของธง (flag state) รัฐชายฝั่ง (coastal state) และรัฐเจ้าของท่าเทียบเรือ (port state) โดยได้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ และประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยได้ดำเนินการปรับปรุงกฎหมาย ในประกาศแจ้งเตือนของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป เห็นว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน UNCLOS ๑๙๘๒ รวมทั้งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกของ The Indian Ocean Tuna Commission (IOTC) ประเทศไทยจึงมีพันธกรณีในการปรับปรุงกฎหมายให้มีความชัดเจนในประเด็น ดังต่อไปนี้

(๑) ขอบเขตและวัตถุประสงค์ในการบังคับใช้กฎหมาย ยังขาดความชัดเจนเกี่ยวกับการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) และไม่มีการกำหนดการทำการประมงอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง

(๒) ขอบเขตของกฎหมายมุ่งเน้นเฉพาะการกระทำความผิดในเขตน่านน้ำไทยและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ยังขาดการบังคับใช้กับการกระทำความผิดกับเรือที่ไม่มีสัญชาติไทย เรือไร้สัญชาติ และการกระทำความผิดของคนสัญชาติไทยที่ไม่ได้ใช้เรือประมงไทยแต่มีส่วนร่วม สนับสนุน หรือได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการกระทำความผิด โดยเฉพาะกรณีที่การการทำความผิดเกิดในน่านน้ำสากลหรือในทะเลหลวง

(๓) มาตรการอนุรักษ์และบำรุงรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำ ยังขาดการนำหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการกำหนดมาตรการบริหารจัดการตามที่กำหนดไว้ใน Article ๖๑ ถึง ๖๔ ของ UNCLOS ๑๙๘๒ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และยังขาดมาตรการบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลหลวง ตามที่กำหนดไว้ใน Article ๑๑๖ ถึง Article ๑๑๙ ของ UNCLOS ๑๙๘๒

(๔) กรอบกฎหมายในการกำหนดมาตรการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำการประมงยังขาดความชัดเจนและไม่เพียงพอที่จะป้องกัน ระงับ และยับยั้งการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(๕) ขาดระบบการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการทำการประมงตั้งแต่การจับปลาจนไปถึงผู้บริโภคได้มาจากการทำการประมงที่ชอบด้วยกฎหมาย

(๖) บทกำหนดโทษยังไม่ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงในการกระทำความผิดและไม่สอดคล้องกับ Article ๗๓ ของ UNCLOS ๑๙๘๒

          (๗) ยังขาดกลไกในการให้ความร่วมมือกับรัฐอื่นและองค์กรจัดการประมงระดับอนุภูมิภาคหรือระดับภูมิภาคตามที่กำหนดไว้ใน Article ๖๒ Article ๖๓ Article ๑๑๖ และ Article ๑๑๗ ของ UNCLOS ๑๙๘๒ จากประกาศแจ้งเตือนดังกล่าวข้างต้นในการยกร่างกฎหมายในชั้นการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงได้มีการศึกษามาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องกับการทำการประมงดังต่อไปนี้

๑.๑ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nation Conventionon the Law of the Sea, ๑๙๘๒ : UNCLOS ๑๙๘๒)

UNCLOS ๑๙๘๒ เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศทั้งหลายในโลกถือปฏิบัติ ในเรื่องอาณาเขตทางทะเลทั้งด้านกายภาพและเขตอำนาจของรัฐชายฝั่ง การบริหารจัดการและอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตในเขตทะเลหลวง มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ (ประเทศไทยได้ยื่นภาคยานุวัติเพื่อเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๔) ซึ่งในในข้อ ๕๖ ของอนุสัญญาได้กำหนดให้รัฐชายฝั่งมีสิทธิอธิปไตยในการสำรวจและแสวงประโยชน์ การอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งการคุ้มครองและการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ในข้อ ๕๗ กำหนดให้เขตเศรษฐกิจจำเพาะของแต่ละรัฐชายฝั่งจะต้องไม่ขยายออกไปเลย ๒๐๐ ไมล์ทะเลจากเส้นฐานซึ่งใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต และในข้อ ๕๘ กำหนดให้รัฐอื่น ๆ ต้องคำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ของรัฐชายฝั่ง และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ที่ออกโดยรัฐชายฝั่งเพื่อปฏิบัติตามอนุสัญญาและหลักเกณฑ์อื่นของกฎหมายระหว่างประเทศ

สำหรับการอนุรักษ์ทรัพยากรมีชีวิต ในข้อ ๖๑ กำหนดให้รัฐชายฝั่งพึงกำหนดปริมาณทรัพยกรมีชีวิตที่จะพึงอนุญาตให้จับได้ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ โดยคำนึงถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดที่ตนมีอยู่ และต้องประกันโดยมาตรการอนุรักษ์ที่เหมาะสมว่าทรัพยากรมีชีวิตในเขตเศรษฐกิจจำเพาะจะไม่ได้รับอันตรายจากการแสวงหาประโยชน์เกินควร รวมทั้งต้องวางมาตรการเพื่อธำรงหรือฟื้นฟูสัตว์น้ำที่ถูกจับให้อยู่ในระดับที่สามารถทำการประมงได้อย่างยั่งยืน โดยให้คำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ความจำเป็นด้านเศรษฐกิจของประชาคมประมงชายฝั่งและความต้องการพิเศษของรัฐกำลังพัฒนา และในข้อ ๖๒ กำหนดให้คนชาติของรัฐอื่นที่ทำการประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะต้องปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์และข้อกำหนดในกฎหมายที่ออกโดยรัฐชายฝั่งอาทิเช่น (๑) การออกใบอนุญาต เรือประมง อุปกรณ์ รวมทั้งการชำระค่าธรรมเนียม (๒) การกำหนดชนิดพันธุ์ที่อาจจับได้ การกำหนดจำนวนโควต้าหรือปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด (๓) การกำหนดฤดูและพื้นที่ทำการประมง ประเภท ขนาด และจำนวนของเครื่องมือประมงและประเภทขนาดและจำนวนของเรือประมงที่อาจใช้ได้ (๔) การกำหนดอายุและขนาดของสัตว์น้ำที่อาจจับได้ (๕) การรายงานสถิติการจับสัตว์น้ำและรายงานเกี่ยวกับตำแหน่งที่อยู่ของเรือประมง (๖) การดำเนินการภายใต้การอนุญาตและการควบคุมของรัฐชายฝั่งเกี่ยวกับการวิจัยด้านการประมง (๗) การจัดให้มีผู้สังเกตการณ์การทำประมงโดยรัฐชายฝั่ง เป็นต้น

สำหรับการบังคับใช้กฎหมายและข้อบังคับของรัฐชายฝั่ง ข้อ ๗๓ กำหนดให้รัฐชายฝั่งสามารถใช้มาตรการต่าง ๆ รวมทั้งขึ้นตรวจค้น จับกุม และดำเนินคดีเท่าที่จำเป็นเพื่อประกันการปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับที่วางไว้ กำหนดให้เรือที่ถูกจับกุมจะได้รับการปล่อยโดยพลันเมื่อมีการวางเงินประกันหรือหลักประกันอื่นที่เหมาะสม บทกำหนดโทษของรัฐชายฝั่งสำหรับการละเมิดกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับการประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะต้องไม่รวมถึงโทษจำคุกหรือการลงโทษทางร่างกายในรูปอื่นใด ถ้าไม่มีข้อตกลงระหว่างรัฐที่เกี่ยวข้องไว้เป็นอย่างอื่น และในกรณีที่มีการจับกุมหรือกักเรือต่างชาติ รัฐชายฝั่งจะต้องแจ้งผ่านช่องทางที่เหมาะสมให้รัฐเจ้าของธงทราบโดยพลันเกี่ยวมาตรการที่ได้ดำเนินการหรือลงโทษไป

นอกจากหน้าที่ของรัฐชายฝั่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรมีชีวิตในเขตเศรษฐกิจจำเพาะดังที่กล่าวมาข้างต้น ใน UNCLOS ๑๙๘๒ ยังกำหนดให้รัฐทั้งปวงมีหน้าที่ร่วมกับรัฐอื่นในการดำเนินการตามมาตรการเช่นที่จำเป็นสำหรับคนชาติของตนเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรมีชีวิตในทะเลหลวงและแม้ว่ารัฐทั้งปวงมีสิทธิให้คนชาติของตนทำการประมงในทะเลหลวง แต่รัฐทั้งปวงจะต้องร่วมมือกันในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรมีชีวิตในทะเลหลวง โดยจะต้องร่วมมือกันจัดตั้งองค์การประมงระดับอนุภูมิภาคหรือภูมิภาคตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๑๖ ถึงข้อ ๑๒๐

๑.๒ จรรยาบรรณว่าด้วยการทำการประมงอย่างรับผิดชอบ (Code of Conduct for Responsible Fisheries) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO)

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้ยกร่างจรรยาบันฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นหลักอ้างอิงในการออกกฎระเบียบ และมาตรการของประเทศต่างๆรวมทั้งนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายของรัฐเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำด้านประมงของตนตามความสมัครใจ โดยมุ่งเน้นให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน และกำหนดมาตรฐานพฤติกรรมของทุกคนที่เกี่ยวข้องในภาคการประมง โดยนำหลักการหรือแนวทางที่กำหนดไว้ใน UNCLOS ฉบับที่ ๑๐ ธันวาคม ๑๙๘๒ รวมทั้งตราสารอื่น ๆ เช่น ความตกลงเพื่อส่งเสริมการควบคุมเรือประมงที่ทำการประมงในทะเลหลวง ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลเพื่อการอนุรักษ์และจัดการประมง พ.ศ. ๒๕๓๖ (Compliance Agreement ๑๙๙๓) ตามมติของการประชุมสมัชชาของ FAO ที่ ๑๕/ ๙๓ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

(๑) รัฐมีพันธกรณีในการทำการประมงแบบรับผิดชอบเพื่อให้มั่นใจว่ามีการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรัฐต้องป้องกันการทำประมงที่เกินกำลังการผลิตและมีมาตรการในการจัดการเพื่อให้มีการลงแรงประมงที่เหมาะสมกับการผลิตของทรัพยากรสัตว์น้ำ และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำควรมีพื้นฐานตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดเท่าที่หาได้

(๒) รัฐควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและเก็บข้อมูลเพื่อนำมาใช้พัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และควรร่วมมือกันในการทำวิจัยทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี

(๓) รัฐและองค์กรจัดการประมงระดับภูมิภาค(Regional Fisheries Management Organizations : RFMOs) ควรนำหลักการป้องกันไว้ก่อน (The precautionary principle) มาใช้ในการอนุรักษ์ การจัดการ และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยคำนึงถึงหลักฐานทางวิชาการที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ และไม่ควรนำความไม่พร้อมของข้อมูลมาปฏิเสธมาตรการในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ

(๔) รัฐต้องควบคุมเรือซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำประมงและเรือสนับสนุนการทำประมงที่ชักธงของตนให้ปฏิบัติตามจรรยาบรรณอย่างถูกต้อง รวมทั้งปฏิบัติตามพันธกรณีในส่วนที่เกี่ยวกับการรวบรวมและการรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำประมง การจัดสวัสดิภาพในการทำงานความปลอดภัยและสุขอนามัยของคนประจำเรือให้สอดคล้องและเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ยอมรับโดยองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

(๕) รัฐต้องตระหนักถึงการคุ้มครองประมงพื้นบ้านและประมงขนาดเล็ก ทั้งในการจ้างงาน รายได้ และความมั่นคงทางอาหาร โดยต้องคุ้มครองสิทธิของชาวประมงและแรงงานประมงโดยเฉพาะผู้ที่ทำประมงเพื่อการยังชีพ การทำประมงพื้นบ้าน และการทำประมงขนาดเล็ก ทั้งนี้ เพื่อการดำรงชีพที่ดี รวมทั้งการสนับสนุนสิทธิในการใช้พื้นที่หรือทรัพยากรสัตว์น้ำในการทำประมงพื้นบ้านภายใน

น่านน้ำที่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของตนอย่างเหมาะสม

(๖) รัฐต้องมั่นใจว่าระดับของการทำประมงที่จะอนุญาตสอดคล้องกับทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีอยู่ และหากมีการทำประมงที่เกินขนาด จะต้องจัดหากลไกลต่าง ๆ ขึ้นเพื่อลดกำลังส่วนเกินเพื่อให้การทำประมงสัมพันธ์กับกับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน และต้องมีมาตรการเพื่อเป็นหลักประกันว่าเครื่องมือประมง และวิธีการทำประมงที่ไม่สอดคล้องกับการทำประมงอย่างรับผิดชอบต้องถูกเพิกถอนไป โดยควรกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทำประมงเพื่อลดข้อพิพาทระหว่างชาวประมงที่ใช้เครื่องมือและวิธีการทำประมงที่แตกต่างกัน โดยต้องมีการหารือและได้รับการยอมรับจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและชุมชนประมงท้องถิ่น

(๗) รัฐควรส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเป็นทางเลือกในการทดแทนการทำประมง เพื่อส่งเสริมความหลากหลายของรายได้และแหล่งอาหาร

(๘) รัฐต้องมีมาตรการที่สร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีเรือประมงลำใดทำการประมงโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งการทำประมงในเขตอำนาจของรัฐชายฝั่งและในทะเลหลวง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศหรือตามกฎหมายที่ใช้บังคับในพื้นที่ที่อยู่ในเขตอำนาจรัฐ

(๙) รัฐควรทำให้มั่นใจในการปฏิบัติตามและการใช้บังคับมาตรการอนุรักษ์และการจัดการ รวมทั้งสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพตามความเหมาะสมเพื่อติดตามตรวจสอบและควบคุมกิจกรรมของเรือประมงและเรือที่สนับสนุนการทำประมงตามความสามารถและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและหลักเกณฑ์ขององค์กรเพื่อบริหารจัดการประมงในระดับภูมิภาค
            (๑๐) รัฐต้องร่วมกันอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำที่อยู่เขตเศรษฐกิจจำเพาะและในทะเลหลวง และสัตว์น้ำชนิดพันธุ์ที่อพยพย้ายถิ่นไกล โดยการร่วมกันก่อตั้งองค์กรหรือจัดทำข้อตกลงจัดการประมงในระดับภูมิภาค เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ บริหารจัดการและใช้ประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในปัจจุบันมีการก่อตั้งองค์กรเพื่อบริหารจัดการประมงในระดับภูมิภาคที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก เช่น The Indian Ocean Tuna Commission (IOTC), The Southern Indian Ocean Fisheries Agreement (SIOFA)        
            (๑๑) รัฐควรทำให้แน่ใจว่ามีบทลงโทษตามกฎหมายและข้อบังคับในกรณีที่มีการฝ่าฝืนเพียงพอต่อความผิด ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงบทลงโทษอาจรวมถึงการเพิกถอนใบอนุญาตหรือการระงับการอนุญาตให้ทำการประมง และควรป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดได้ประโยชน์อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดกฎหมายของตน
            (๑๒) รัฐควรทำให้แน่ใจว่ามาตรการที่ใช้บังคับกับผู้ควบคุมเรือและเจ้าหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องกับการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย ควรรวมถึงการเพิกถอนใบอนุญาตหรือระงับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ควบคุมเรือรวมทั้งบทกำหนดโทษอื่นตามความเหมาะสม

(๑๓) รัฐเจ้าของธงควรมีหลักประกันว่ากลุ่มลูกเรือมีสิทธิที่จะได้รับการส่งตัวกลับคืนประเทศของตนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในอนุสัญญส่งคืนลูกเรือเดินทะเล

๑.๓ ข้อตกลงเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรการด้านการอนุรักษ์และบริหารจัดการระหว่างประเทศของเรือประมงในน่านน้ำสากล (Compliance Agreement)

ข้อตกลงฉบับนี้เป็นความตกลงที่กำหนดหลักเกณฑ์การทำประมงในน่านน้ำสากล

มีวัตถุประสงค์ให้รัฐทุกรัฐยอมรับกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดไว้ใน UNCLOS ๑๙๘๒ ในการดำเนินมาตรการหรือให้ความร่วมมือกับรัฐอื่นในการดำเนินการกับคนชาติของตนหากมีความจำเป็นในการอนุรักษ์ไว้ซึ่งทรัพยากรสัตว์น้ำในน่านน้ำสากล และร่วมกันขัดขวางการเปลี่ยนธงเรือประมงของคนชาติของตนเพื่อหลบเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การอนุรักษ์และบริหารจัดการในการทำประมงในน่านน้ำสากล มีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) ห้ามมิให้ให้รัฐภาคีใดออกใบอนุญาตทำประมงให้แก่เรือประมงที่ทำประมงนอกน่านน้ำในกรณีที่เรือนั้นอยู่ระหว่างถูกพักใช้ใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตโดยรัฐภาคีอื่นยังไม่ครบสามปี เว้นแต่เจ้าของเรือคนใหม่จะมีหลักฐานรับรองว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากการกระทำความผิด และเจ้าของเรือเดิมหรือผู้ควบคุมเรือที่กระทำความผิดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการควบคุมเรือลำดังกล่าวอีกต่อไป
           (๒) กำหนดให้รัฐทุกรัฐมีหน้าที่ในฐานะรัฐเจ้าของธงในการควบคุมเรือประมงที่ได้รับอนุญาตให้ทำประมงในน่านน้ำสากล โดยอาจยกเว้นการใช้บังคับกับเรือที่มีความยาวน้อยกว่า ๒๔ เมตรได้ หากไม่บั่นทอนความมีประสิทธิภาพของมาตรการอนุรักษ์และบริหารจัดการระหว่างประเทศ

(๓) กำหนดให้รัฐเจ้าของธงต้องใช้มารตการบังคับที่รุนแรงและเพียงพอที่จะก่อให้เกิดความมั่นใจว่าการฝ่าฝืนข้อกำหนดของข้อตกลงนี้จะได้รับการลงโทษที่เหมาะสมโดยบทลงโทษต้องรวมถึงการระงับหรือเพิกถอนใบอนุญาต

(๔) กำหนดให้รัฐทุกรัฐต้องรักษาไว้ซึ่งระบบข้อมูลสำหรับเรือประมงที่ชักธงของตนและได้รับใบอนุญาตให้ทำประมงในทะเลหลวง โดยต้องให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งรวมถึงพยานหลักฐานเกี่ยวกับการทำประมงของเรือประมงที่ตนมีเพื่อให้รัฐเจ้าของธงสามารถดำเนินคดีกับเรือประมงของตนที่ทำประมงผิดกฎหมายในทะเลหลวง และในกรณีที่รัฐเจ้าของท่ามีข้อมูลว่าเรือประมงใดที่เข้าเทียบท่าทำการประมงผิดกฎหมายต้องแจ้งรัฐเจ้าของธงเพื่อดำเนินคดีโดยทันที

(๕) รัฐภาคีต้องมีความพร้อมที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรือประมงที่ได้ลงทะเบียนไว้ในระบบแก่ FAO

๑.๔ ความตกลงว่าด้วยมาตรการรัฐเจ้าของท่าเพื่อป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Agreement on Port State Measures to Prevent, Deter and Eliminate Illegal, Unreported and Unregulated Fishing)

ความตกลงฉบับนี้เป็นมาตรการหนึ่งในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) โดยกำหนดให้รัฐภาคีในฐานะรัฐเจ้าของท่ามีหน้าที่ตรวจสอบเรือประมงที่ไม่ได้ชักธงของตนที่ประสงค์จะเข้าเทียบท่าของรัฐภาคีมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) รัฐภาคีในฐานะรัฐเจ้าของท่า จะนำความตกลงนี้ไปใช้กับเรือที่มิได้ชักธงของรัฐตนซึ่งขอเข้าเทียบท่าหรืออยู่ในท่าเรือของตน โดยไม่ใช้บังคับกับเรือประมงเพื่อการยังชีพ และเรือบรรทุกสินค้าทั่วไปที่ไม่ได้บรรทุกสัตว์น้ำหรือเรือบรรทุกสัตว์น้ำที่เคยนำสัตว์น้ำขึ้นเทียบท่ามาก่อนแล้ว ทั้งนี้ หากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าเรือดังกล่าวเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing)

(๒) รัฐภาคีต้องกำหนดท่าเทียบเรือที่จะให้เรือที่ไม่ได้ชักธงของตนเข้าเทียบท่าและประกาศรายชื่อท่าเทียบเรือนั้นให้ทราบทั่วกัน โดยต้องมั่นใจว่าท่าเทียบเรือที่ประกาศกำหนดมีความสามารถเพียงพอที่จะทำการตรวจสอบเรือตามหลักเกณฑ์ทีกำหนดไว้ในความตกลงนี้ได้

(๓) รัฐภาคีจะต้องขอให้เรือแจ้งข้อมูลตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะอนุญาตให้เรือเข้าเทียบท่า โดยต้องกำหนดระยะเวลาในการแจ้งล่วงหน้านานพอที่รัฐเจ้าของท่ามีเวลาเพียงพอในการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว และต้องแจ้งผลการตัดสินใจว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้กับเจ้าของเรือหรือตัวแทนทราบ ในกรณีที่ปฏิเสธมิให้นำเรือเข้าเทียบท่า รัฐเจ้าของท่าต้องแจ้งการตัดสินใจให้รัฐเจ้าของธงทราบ ตลอดจนแจ้งให้รัฐชายฝั่งที่เกี่ยวข้อง และองค์กรจัดการประมงระดับภูมิภาคทราบ ตามความเหมาะสม ในกรณีที่มีการตรวจสอบและมีหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าเรือที่ขอเข้าเทียบท่าเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) โดยเฉพาะกรณีที่เรือลำดังกล่าวอยู่ในบัญชีรายชื่อเรือที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการทำประมงผิดกฎหมายที่จัดทำโดยองค์กรจัดการประมงระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ รัฐเจ้าของท่าอาจยินยอมให้เรือที่ปรากฏหลักฐานดังกล่าวเข้าเทียบท่าเพื่อความมุ่งหมายในการตรวจสอบและปฏิบัติการอื่นที่เหมาะสมซึ่งอย่างน้อยต้องมีผลเช่นเดียวกับการปฏิเสธเข้าเทียบท่าได้

(๔) ในกรณีที่เรือได้เข้าเทียบท่าของรัฐตนแล้ว รัฐภาคีอาจปฏิเสธมิให้เรือนั้นนำสัตว์น้ำขึ้นเทียบท่า ขนถ่าย บรรจุหีบห่อ หรือแปรรูปสัตว์น้ำ ตลอดจนใช้บริการต่าง ๆ ของท่าเทียบเรือหากพบว่าเรือนั้นเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) เช่น สัตว์น้ำได้มาจากเรือประมงที่ทำประมงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐเจ้าของธงหรือรัฐชายฝั่ง หรือจับมาด้วยวิธีการที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดของรัฐชายฝั่ง หรือรัฐเจ้าของธงมิได้ตอบกลับมาภายในระยะเวลาอันสมควรว่าสัตว์น้ำบนเรือจับได้มาโดยสอดคล้องกับข้อกำหนดขององค์กรจัดการประมงระดับภูมิภาค เว้นแต่เพื่อความปลอดภัยหรือสุขภาพของลูกเรือ หรือความปลอดภัยของตัวเรือ หรือการปลดระวางเรือ และในกรณีที่มีการตรวจพบในภายหลังว่าเรือลำดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishingรัฐภาคีต้องเพิกถอนการปฏิเสธการเข้าเทียบท่าและแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ได้เคยแจ้งไว้ทราบด้วยโดยทันที

(๕) รัฐภาคีต้องส่งมอบผลการตรวจสอบให้รัฐเจ้าของธงของเรือ และรัฐภาคีต่าง ๆที่เกี่ยวข้องทราบ หากพบว่าเรือลำใดเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishingโดยกำหนดให้รัฐเจ้าของธงจะต้องทำการสอบสวนโดยทันทีและเต็มรูปแบบ และต้องบังคับใช้กฎหมายลงโทษโดยมิชักช้าเมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอตามบทบัญญัติของกฎหมายของรัฐตนและรายงานให้รัฐเจ้าของท่า รัฐภาคี ตลอดจนองค์กรจัดการประมงระดับภูมิภาคทราบถึงมาตรการในการลงโทษอันสืบเนื่องจากการใช้มาตรการรัฐเจ้าของท่าตามความตกลงนี้

๑.๕ ความตกลงสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ฉบับลงวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๕ เกี่ยวกับการอนุรักษ์และบริหารจัดการประชากรสัตว์น้ำชนิดที่ข้ามเขตและอพยพย้ายถิ่นไกล (The United Nations Agreement for the Implementation of the Provisions of the United Nations Convention on the Law of the Sea of 10 December 1982 relating to the Conservation and Management of Straddling Fish Stocks and Highly Migratory ( UN Fish Stocks Agreement)

ความตกลงฉบับนี้เกิดขึ้นเนื่องจากในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ที่เห็นว่าการจัดการประมงในทะเลหลวงยังไม่ดีพอในหลายพื้นที่ และมีทรัพยากรสัตว์น้ำหลายชนิดถูกจับมากเกินควร และเห็นว่ายังมีปัญหาที่เกี่ยวกับการทำการประมงที่ปราศจากการควบคุมมีการลงทุนเพื่อทำการประมงมากเกินไป มีกองเรือประมงขนาดใหญ่เกินไป มีการเปลี่ยนสัญชาติเรือเพื่อหนีการจับกุม มีเครื่องมือทำประมงที่ไม่คัดเลือกชนิดของสัตว์น้ำในการจับตามควร ฐานข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ และขาดความร่วมมือระหว่างรัฐในการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ในทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน จึงได้กำหนดมาตรการในการจัดการการประมงในทะเลหลวง อันมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดมาตรการในการอนุรักษ์และการจัดการเพื่อประกันให้มีความยั่งยืนในระยะยาวของประชากรสัตว์น้ำชนิดข้ามเขตและชนิดที่อพยพย้ายถิ่นไกลที่อยู่นอกเขตอำนาจรัฐ โดยให้รัฐชายฝั่งและรัฐที่ทำการประมงในทะเลหลวงจัดทำมาตรการอนุรักษ์และบริหารจัดการ โดยเฉพาะในกรณีที่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าประชากรสัตว์น้ำอาจอยู่ภายใต้ภาวะคุกคามมากเกินควร หรือมีการพัฒนาการประมงขึ้นใหม่เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยกำหนดให้รัฐต่าง ๆ ปรึกษาหารือกันอย่างสุจริตและไม่ชักช้า

(๒) กำหนดให้รัฐชายฝั่งแจ้งให้รัฐที่ทำประมงในทะเลหลวง ในอนุภูมิภาคหรือในภูมิภาคทราบโดยสม่ำเสมอถึงมาตรการที่ตนนำมาใช้กับประชากรสัตว์น้ำชนิดข้ามเขตและชนิดที่อพยพย้ายถิ่นไกลภายในเขตอำนาจของตน

(๓) กำหนดให้รัฐที่ทำการประมงในทะเลหลวงแจ้งให้รัฐอื่นที่สนใจทราบโดยสม่ำเสมอถึงมาตรการที่ตนนำมาใช้เพื่อควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ของเรือสัญชาติตนที่ทำประมงสัตว์น้ำทั้งสองประเภทในทะเลหลวง

(๔) กำหนดหน้าที่ขององค์กรจัดการประมงในระดับอนุภูมิภาคและภูมิภาคในการกำหนดมาตรการอนุรักษ์และการจัดการเพื่อประกันความยั่งยืนในระยะยาวของประชากรสัตว์น้ำชนิดข้ามเขตและชนิดที่อพยพย้ายถิ่นไกล โดยกำหนดให้รัฐต้องปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ เช่น การจัดสรรสัตว์น้ำที่อนุญาตให้เรือประมงของตนเข้าไปจับได้ เพื่อไม่ให้มีการลงแรงทำการประมงเกินโควตาที่รัฐนั้นได้รับ

(๕) กำหนดให้รัฐที่มิได้เป็นสมาชิกขององค์กรจัดการประมงในระดับอนุภูมิภาคและภูมิภาค และมิได้ตกลงที่จะนำมาตรการอนุรักษ์และจัดการที่องค์กรดังกล่าวจัดขึ้น ไม่หลุดพ้นจากพันธกรณีในการให้ความร่วมเมือในการอนุรักษ์และจัดการประชากรสัตว์น้ำชนิดข้ามเขตและชนิดที่อพยพย้ายถิ่นไกล โดยจะต้องไม่อนุญาตให้เรือที่ชักธงของตนเข้าไปทำประมงสัตว์น้ำชนิดข้ามเขตและชนิดที่อพยพย้ายถิ่นไกลซึ่งมีมาตรการอนุรักษ์และจัดการที่กำหนดขึ้นโดยองค์การจัดการประมงในระดับอนุภูมิภาคและภูมิภาค

(๖) กำหนดให้รัฐเจ้าของธงที่มีเรือทำการประมงในทะเลหลวงใช้มาตรการเท่าที่จำเป็นเพื่อประกันว่าเรือประมงของตนจะไม่ทำการประมงฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือมาตรการอนุรักษ์และจัดการในอนุภูมิภาคและภูมิภาคกำหนดไว้ และจะอนุญาตให้เรือที่ชักธงของตนเข้าไปทำการประมงได้เฉพาะในกรณีที่รัฐนั้นสามารถที่จะแสดงถึงความรับผิดชอบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรัฐต้องกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตเพื่อประกันว่าเรือที่ชักธงของรัฐตนจะไม่ทำประมงโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ภายในพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจรัฐอื่น มีระบบตรวจสอบ ควบคุมและเฝ้าระวังการทำประมงของเรือที่ชักธงของตน เช่น มีการติดตั้งระบบติดตามเรือ การจัดทำเครื่องหมายบนเรือประมงและเครื่องมือทำการประมงที่สากลให้การยอมรับ มีการกำหนดให้จัดทำบันทึกและรายงานตำแหน่งเรือ ผลการจับสัตว์น้ำชนิดเป้าหมายและมิใช่ชนิดเป้าหมายและมีการรับรองความถูกต้อง โดยผู้สังเกตการณ์ มีการรายงานการทำประมงและขนถ่ายสัตว์น้ำ

(๗) กำหนดให้รัฐเจ้าของธงต้องบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่เรือประมงที่ชักธงของตนฝ่าฝืนมาตรการในการอนุรักษ์และจัดการประชากรสัตว์น้ำชนิดข้ามเขตและชนิดที่อพยพย้ายถิ่นไกลในอนุภูมิภาคหรือในภูมิภาคโดยไม่ต้องคำนึงว่าการฝ่าฝืนเกิดขึ้นที่ใด โดยต้องสอบสวนข้อกล่าวหาโดยทันทีและอย่างเต็มรูปแบบ และรายงานความคืบหน้าในการสอบสวนให้แก่รัฐที่กล่าวหาว่ามีการฝ่าฝืนโดยทันที และต้องกำหนดให้เรือประมงที่ชักธงของตนให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ที่ทำการสืบสวนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งของเรือ ผลการจับสัตว์น้ำ เครื่องมือทำการประมง การทำการประมงและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นทีที่มีการกล่าวหาว่ามีการฝ่าฝืนดังกล่าวเกิดขึ้น และหากพอใจว่าพยานหลักฐานเพียงพอต่อการการดำเนินคดีต้องมีการดำเนินคดีโดยไม่ชักช้า โดยในระหว่างการสอบสวนจะต้องกักเรือที่เกี่ยวข้องไว้ และในกรณีที่ปรากฎหลักฐานตามกฎหมายว่าเรือได้เข้าไปเกี่ยวข้องในการฝ่าฝืนมาตรการในการอนุรักษ์และจัดการอย่างร้ายแรง จะต้องประกันว่าเรือนั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับการทำการประมงในทะเลหลวงอีกจนกว่าจะล่วงพ้นเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมาย และในกรณีที่ศาลได้พิจารณาและพิพากษาว่าเรือลำดังกล่าวกระทำการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ บทลงโทษต้องรุนแรงเพียงพอที่จะทำให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งเสริมให้มีการกระทำความผิดไม่ว่าจะเกิดในที่ใดรวมทั้งต้องริบผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดได้รับเนื่องมาจากการกระทำความผิด และต้องมีมาตรการลงโทษสำหรับผู้ควบคุมเรือและเจ้าหน้าที่อื่นบนเรือที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เช่น การเพิกถอน หรือระงับการอนุญาตให้เป็นผู้ควบคุมเรือ

(๘) กำหนดความร่วมมือในทางระหว่างประเทศในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อประกันการปฏิบัติตามและการบังคับใช้มาตรการอนุรักษ์และจัดการประชากรสัตว์น้ำชนิดข้ามเขตและชนิดที่อพยพย้ายถิ่นไกลในอนุภูมิภาคหรือในภูมิภาค โดยกำหนดให้รัฐเจ้าของธงที่ทำการสืบสวนอาจร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐอื่น และกำหนดให้รัฐทั้งปวงใช้ความพยายามในการให้ข้อมูลตามที่ได้รับการร้องขอ โดยรัฐเจ้าของธงจะดำเนินการสอบสวนเองหรือร่วมมือกับรัฐอื่นที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือผ่านองค์กรจัดการประมงในระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง และกำหนดให้รัฐทำข้อตกลงเพื่อให้สามารถส่งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนมาตรการดังกล่าวตามที่มีการกล่าวหาแก่เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินคดีอาญาของรัฐอื่นในขอบเขตที่กฎหมายภายในของรัฐนั้นอนุญาต

(๙) กำหนดให้ในกรณีมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า เรือที่อยู่ในทะเลหลวงได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำการประมงโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในพื้นที่เขตอำนาจของรัฐชายฝั่ง เมื่อรัฐเจ้าของธงได้รับการร้องขอจากรัฐชายฝั่งที่ที่เกี่ยวข้อง ให้ทำการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวโดยทันทีและอย่างเต็มกำลังและรัฐเจ้าของธงต้องร่วมมือกับรัฐชายฝั่งในการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในคดีดังกล่าวอย่างเหมาะสมและอาจอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของรัฐชายฝั่งที่เกี่ยวข้องขึ้นบนเรือและตรวจค้นในทะเลหลวงได้

(๑๐) กำหนดความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมายในอนุภูมิภาคและภูมิภาคโดยเฉพาะพื้นที่ในทะเลหลวงภายใต้ความรับผิดชอบขององค์กรจัดการประมงในอนุภูมิภาคและภูมิภาคโดยกำหนดให้รัฐภาคีซึ่งเป็นสมาชิกขององค์กรหรือเข้าร่วมในข้อตกลงดังกล่าว อาจขึ้นบนเรือและตรวจค้นเรือประมงที่ชักธงของรัฐอื่นที่เป็นภาคีความตกลงนี้ โดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจไม่ว่ารัฐภาคีนั้นจะเป็นรัฐภาคีซึ่งเป็นสมาชิกขององค์กรหรือเข้าร่วมในข้อตกลงหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการประกันว่าจะมีการปฏิบัตตามมาตรการอนุรักษ์และจัดการสำหรับประชากรสัตว์น้ำชนิดข้ามเขตและชนิดที่อพยพย้ายถิ่นไกล ที่องค์การจัดการประมงในอนุภูมิภาคและภูมิภาคกำหนดไว้ โดยกำหนดให้รัฐภาคีต้องกำหนดขั้นตอนสำหรับการขึ้นตรวจเรือและเผยแพร่ต่อสาธารณะ และก่อนดำเนินการในการรับทำหน้าที่ตรวจค้นต้องแจ้งให้รัฐทั้งปวงที่มีเรือทำการประมงอยู่ในทะเลหลวงทราบถึงแบบบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจในการขึ้นตรวจเรือ และเรือที่จะใช้สำหรับการขึ้นตรวจค้นจะต้องมีการทำเครื่องหมายที่ชัดเจนและระบุว่าเป็นของหน่วยงานรัฐบาล และหลังจากการขึ้นตรวจค้นหากปรากฎหลักฐานแน่ชัดที่เชื่อได้ว่าเรือลำนั้นได้กระทำการฝ่าฝืนต่อมาตรการอนุรักษ์จัดการ ให้รัฐที่ทำการตรวจค้นรวบรวมพยานหลักฐานและแจ้งให้รัฐเจ้าของธงทราบทันที โดยรัฐเจ้าของธงต้องแสดงความรับผิดชอบภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง โดยต้องดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีในกรณีที่ปรากฏว่ามีพยานหลักฐานชัดเจน หรืออาจมอบอำนาจให้รัฐที่ขึ้นตรวจค้นเรือดำเนินการสอบสวนแทน และให้แจ้งผลการสอบสวนให้รัฐเจ้าของธงทราบ และเมื่อได้รับแจ้งรัฐเจ้าของธงมีพันธกรณีในการบังคับใช้กฎหมายของตนในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ในระหว่างการขึ้นตรวจค้น หากรัฐเจ้าของธงไม่แสดงความรับผิดชอบภายในสามวันนับแต่ได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจตรวจค้นมีอำนาจอยู่บนเรือรวมทั้งสั่งให้ผู้ควบคุมเรือให้ความร่วมมือในการรวบรวมพยานหลักฐานรวมทั้งสั่งให้นำเรือเข้าเทียบท่าและแจ้งให้รัฐเจ้าของธงทราบและกำหนดให้รัฐเจ้าของท่าต้องดำเนินการที่จำเป็นเพื่อประกันความเป็นอยู่ที่ดีของลูกเรือโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ อย่างไรก็ตาม เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพันธกรณี รัฐเจ้าของธงสามารถร้องขอให้รัฐที่ทำหน้าที่ตรวจค้นปล่อยเรือที่กักไว้ให้แก่รัฐเจ้าของธงพร้อมทั้งหลักฐานและข้อมูลการสอบสวนเพื่อที่จะนำไปประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายของรัฐเจ้าของธงได้ทุกเมื่อ และไม่ตัดสิทธิรัฐเจ้าของธงในการดำเนินมาตรการใด ๆ ตามกฎหมายของตน

(๑๑) กำหนดการกระทำที่ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงไว้ ดังนี้

- ทำการประมงโดยไม่มีใบอนุญาตทำการประมง หรือการอนุญาตใดๆที่รัฐเจ้าของธงออกให้

- ไม่เก็บรักษาบันทึกการทำการประมงและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำการประมง ตามที่องค์กรจัดการประมงระดับภูมิภาคกำหนด หรือรายงานผลการทำการประมงที่เป็นเท็จ

- ทำการประมงในพื้นที่ห้ามทำการประมง ทำการประมงในฤดูที่ห้ามจับสัตว์น้ำหรือทำประมงโดยไม่มีหรือเกินโควต้าที่องค์กรจัดการประมงระดับภูมิภาคกำหนด

- ทำการประมงสัตว์น้ำที่ห้ามทำการประมงชั่วคราวหรือที่ห้ามทำการประมง

- ทำการประมงโดยใช้เครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้

- ปลอมแปลงหรือปกปิดเครื่องหมาย ประเภท หรือทะเบียนเรือประมง

- ปกปิด แก้ไข หรือทำลายพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน

- ฝ่าฝืนกฎหมายหลายครั้งซึ่งรวมกันแล้วถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรการอนุรักษ์และบริหารจัดการอย่างร้ายแรง

- การฝ่าฝืนอื่นใดที่องค์กรจัดการประมงระดับภูมิภาคกำหนด

            นอกจากศึกษากฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้นยังได้ศึกษาแนวทางกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่ กฎหมายของประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งมีการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายจนได้รับการปลดใบเหลืองจากสหภาพยุโรป โดยเฉพาะมาตรการในการแบ่งประเภทของเรือประมง การกำหนดมาตรการในการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำประมงที่ผิดกฎหมาย และการกำหนดอัตราโทษให้เหมาะสมกับความร้ายแรงในการกระทำความผิด รวมทั้งศึกษากฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่ (EC) No. ๑๐๐๕/๒๐๐๘ ที่เป็นกรอบกฎหมายในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำการประมง IUU ที่กำหนดให้สหภาพยุโรปมีอำนาจในการขอความร่วมมือจากรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือกฎหมายด้านการประมงของประเทศและข้อตกลงสากล โดยเฉพาะมาตรการที่สหภาพยุโรปได้กำหนดให้ทุกประเทศที่มีการนำเข้าสัตว์น้ำต้องแสดงแหล่งที่มาและความถูกต้องทางกฎหมายในการทำการประมงโดยได้กำหนดมาตรการในการจำแนกกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้องออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ (๑) กลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับ IUU Fishing (๒) กลุ่มประเทศที่ได้รับ “ใบเหลือง” เพื่อตักเตือนให้มีการปรับปรุงแก้ไข(๓) กลุ่มประเทศที่ได้รับ”ใบแดง” ซึ่งจะโดนคว่ำบาตรการนำเข้าสินค้าประมง เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการยกร่างกฎหมายในการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)

๒. หลักการของกฎหมายที่ได้มีการแก้ไขปรับปรุง

๒.๑ กฎหมายว่าด้วยการประมง

จากการวิเคราะห์หลักการของพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ในประเด็นที่คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป เห็นว่า ยังขาดความชัดเจนและไม่สอดคล้องกับมาตฐานสากล ประกอบกับการศึกษากฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการทำการประมงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘ รัฐบาลได้ประกาศใช้บังคับพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวถือเป็นการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและการทำการประมงของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมทั้งคุ้มครองสวัสดิภาพของคนประจำเรือ และป้องกันการใช้แรงงานผิดกฎหมายในภาคการประมง ดังนี้

(๑) ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย ได้ขยายการบังคับใช้กฎหมายการประมงให้ครอบคลุมถึงการทำประมงทั้งในน่านน้ำไทย และนอกน่านน้ำไทย ไม่ว่าจะใช้เรือประมงไทยหรือเรือประมงที่มิใช่เรือประมงไทย เรือไร้สัญชาติ และไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะมีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ตาม โดยให้ถือว่าการกระทำความผิดตามที่พระราชกำหนดนี้ หรือตามกฎหมายของรัฐชายฝั่ง หรือตามหลักเกณฑ์หรือมาตรการขององค์การระหว่างประเทศหรือมาตรการตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงกำหนด เป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักไทยและให้ศาลไทยมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีได้ โดยกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายได้แม้การกระทำความผิดเกิดขึ้นนอกน่านน้ำไทย และสามารถขึ้นตรวจสอบเรือประมงทั้งเรือประมงไทยและที่มิใช่เรือประมงไทยรวมทั้งเรือไร้สัญชาติที่ทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อได้รับการร้องขอจากเจ้าหน้าที่ของประเทศที่มีอำนาจ อันได้แก่รัฐเจ้าของธงหรือรัฐชายฝั่ง หรือองค์กรจัดการประมงระดับภูมิภาคที่มีอำนาจควบคุมดูแลการทำการประมงในเขตที่เรือนั้นเข้าไปทำการประมง ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐเจ้าของธง รัฐชายฝั่ง และรัฐเจ้าของท่าตามที่กำหนดไว้ใน UNCLOS 1982 ข้อตกลงเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรการด้านการอนุรักษ์และบริหารจัดการระหว่างประเทศของเรือประมงในน่านน้ำสากล (Compliance Agreement) และความตกลงสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลฉบับลงวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๕ เกี่ยวกับการอนุรักษ์และบริหารจัดการประชากรสัตว์น้ำชนิดที่ข้ามเขตและอพยพย้ายถิ่นไกล (UN Fish Stocks Agreement) โดยเฉพาะที่กำหนดให้รัฐทั้งปวงมีหน้าที่ในการควบคุม กำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมายแก่เรือที่ทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าไม่ว่าการกระทำความผิดเกิดขึ้นที่ใด เรือดังกล่าวจะชักธงของตน หรือคนที่กระทำความผิดหรือได้รับผลประโยชน์ในการกระทำความผิดมีสัญชาติของตนหรือไม่ก็ตาม

(๒) ปฏิรูปหลักการในการบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศไทยที่เดิมใช้ระบบ Open Access มาเป็นระบบการควบคุมการออกใบอนุญาตทำการประมง โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ภายใต้ผลผลิตสูงสุดของสัตว์น้ำที่สามารถทำการประมงได้อย่างยั่งยืน (Maximum Sustainable Yield :MSY) โดยมีการกำหนดพื้นที่ทำการประมง ปริมาณสัตว์น้ำสูงสุดที่อนุญาตให้ทำการประมง หรือห้วงเวลาทำการประมงให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการทำการประมงและปริมาณผลิตผลสูงสุดของสัตว์น้ำที่สามารถทำการประมงได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งให้อำนาจรัฐมนตรีในการประกาศ งดการออกใบอนุญาตทำการประมงไว้ชั่วคราวในกรณีที่มีหลักฐานจากจุดอ้างอิงแสดงให้เห็นว่าปริมาณผลิตผลสูงสุดของสัตว์น้ำมีไม่เพียงพอกับการประมงอย่างยั่งยืน๑๐ มีการแบ่งเขตการทำประมงในน่านน้ำไทย เป็นเขตทะเลชายฝั่งที่อนุญาตให้เฉพาะผู้ทำการประมงพื้นบ้าน และเขตทะเลนอกชายฝั่งสำหรับผู้ทำประมงพาณิชย์ เพื่อคุ้มครองประมงพื้นบ้านและประมงขนาดเล็ก รวมทั้งการสนับสนุนสิทธิในการใช้พื้นที่หรือทรัพยากรสัตว์น้ำในการทำประมงพื้นบ้านภายในน่านน้ำที่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของตนอย่างเหมาะสม กำหนดประเภทของเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อใช้ทำการประมงอันซึ่งเป็นมาตรการเพื่อเป็นหลักประกันว่าเครื่องมือประมง และวิธีการทำประมงที่ไม่สอดคล้องกับการทำประมงอย่างรับผิดชอบต้องถูกเพิกถอนไป รวมทั้งกำหนดมาตรการอนุรักษ์และบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติและรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศน์ไว้อย่างยั่งยืนตามหลักการป้องกันล่วงหน้าเพื่อให้สอดคล้องกับ UNCLOS 1982 และจรรยาบรรณว่าด้วยการทำการประมงอย่างรับผิดชอบของ FAO ที่กำหนดให้รัฐชายฝั่งต้องมีการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และกำหนดรัฐต้องป้องกันการทำประมงที่เกินกำลังการผลิตและมีมาตรการในการจัดการเพื่อให้มีการลงแรงประมงที่เหมาะสมกับการผลิตของทรัพยากรสัตว์น้ำและมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน โดยมีพื้นฐานตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดเท่าที่หาได้

(๓) กำหนดระบบติดตาม ตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) เรือที่ออกไปทำการประมง ขนถ่ายสัตว์น้ำ และสนับสนุนเรือที่ใช้ทำการประมง ขนถ่ายสัตว์น้ำ หรือแปรรูปสัตว์น้ำโดยกำหนดให้เรือที่ใช้ทำการประมงต้องมีใบอนุญาตทำการประมงไม่ว่าจะทำการประมงในน่านน้ำไทยหรือนอกน่านน้ำไทย ติดตั้งระบบติดตามเรือ แจ้งการเข้าออกท่าเทียบเรือ จัดทำเครื่องหมายประจำเรือและจัดทำสมุดบันทึกการทำประมง ส่วนเรือขนถ่ายสัตว์น้ำต้องจดทะเบียน และติดตั้งระบบติดตามเรือแจ้งการเข้าออกท่าเทียบเรือ จัดทำเครื่องหมายประจำเรือ และจัดทำหนังสือกำกับการขนถ่ายสัตว์น้ำเพื่อให้รัฐสามารถติดตาม ตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวังมิให้มีการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และในกรณีเรือที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงนอกน่านน้ำไทยต้องมีผู้สังเกตการณ์ประจำอยู่บนเรือประมงตามหลักเกณฑ์ของรัฐชายฝั่งหรือองค์การระหว่างประเทศกำหนด รวมทั้งต้องปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐชายฝั่งหรือหลักเกณฑ์ขององค์การระหว่างประเทศกำหนด ทั้งนี้ ตามแนวทางที่กำหนดไว้ในความตกลงสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ฉบับลงวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๕ เกี่ยวกับการอนุรักษ์และบริหารจัดการประชากรสัตว์น้ำชนิดที่ข้ามเขตและอพยพย้ายถิ่นไกล (UN Fish Stocks Agreement)

(๔) สร้างระบบการตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่การจับปลาจนถึงผู้บริโภคในฐานะรัฐเจ้าของท่าและรัฐเจ้าของตลาด โดยกำหนดให้เจ้าของเรือหรือผู้ควบคุมเรือประมงต้องจัดทำสมุดบันทึกการทำประมง เจ้าของเรือหรือผู้ควบคุมเรือขนถ่ายต้องจัดทำหนังสือกำกับการขนถ่ายสัตว์น้ำเจ้าของท่าเทียบเรือประมงต้องจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ และผู้ซื้อสัตว์น้ำต้องกรอกข้อมูลในหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำเมื่อมีการขายสัตว์น้ำให้แก่บุคคลอื่น เพื่อให้สามารถตรวจสอบที่มาของสัตว์น้ำที่มีการซื้อขายกันได้ว่าเป็นสัตว์น้ำที่ได้มาจากการทำการประมงโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนโรงงานหรือผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำหรือแปรรูปสัตว์น้ำที่ประสงค์จะส่งออกสัตว์น้ำซึ่งต้องมีเอกสารหรือใบรับรองว่าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำได้มาจากการทำประมงที่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องมีระบตรวจสอบย้อนกลับหรือหลักฐานการสืบค้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และในกรณีที่มีการนำเข้าสัตว์น้ำโดยเรือประมงรวมทั้งเรือขนถ่ายสัตว์น้ำที่มิใช่เรือไทย จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยจะต้องมีการแจ้งล่วงหน้าพร้อมทั้งข้อมูลที่แสดงได้ว่าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนั้นได้มาจากการทำประมงโดยชอบด้วยกฎหมาย หากมีเหตอันควรสงสัยว่าเรือลำดังกล่าวได้ทำประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่จะปฏิเสธการเข้าเทียบท่าได้ และหากเจ้าของเรือหรือผู้ควบคุมเรือไม่สามารถแสดงเอกสารหรือหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนั้นได้มาจากการทำประมงโดยชอบด้วยกฎหมาย อธิบดีกรมประมงมีอำนาจที่จะสั่งให้เรือนั้นออกนอกราชอาณาจักรหรือกรณีทีหลักฐานชัดเจนว่าเรือลำนั้นทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นเรือไร้สัญชาติอธิบดีกรมประมงมีอำนาจสั่งยึดเรือประมงและทรัพย์สินในเรือประมงออกขายทอดตลาดและยึดเงินไว้แทนจนกว่าเจ้าของเรือจะพิสูจน์ได้ว่าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนั้นได้มาจากการทำประมงโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ภายในหนึ่งปีหากไม่สามารถพิสูจน์ได้ให้เงินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนสัตว์น้ำให้อธิบดีกรมประมงมีอำนาจสั่งให้ทำลายหรือนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสได้ แต่ห้ามนำออกขายทอดตลาด เนื่องจากไม่ต้องการให้มีการนำสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเข้าสู่ตลาด ทั้งนี้ ตามแนวทางที่กำหนดไว้ในความตกลงว่าด้วยมาตรการรัฐเจ้าของท่าเพื่อป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ( Agreement on Port State Measures to Prevent ,Deter and Eliminate Illegal, Unreported and Unregulated Fishing) และกฎระเบียบของสหภาพยุโรป

(๕) เปลี่ยนแปลงกรอบในการลงโทษโดยมุ่งเน้นการลงโทษทางปกครองเพื่อยับยั้งการกระทำความผิด และกำหนดโทษทางอาญาให้ได้สัดส่วนความร้ายแรงกับการกระทำความผิดและผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดได้รับ กล่าวคือกำหนดมาตรการการทางปกครองสำหรับความผิดที่เป็นการทำการประมงโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง โดยกำหนดให้อธิบดีอำนาจสั่งยึดสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ เครืองมือทำการประมง กักเรือประมง ห้ามทำการประมงจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง พักใช้ใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งผู้กระทำความผิดที่ถูกสั่งมาตรการทางปกครองจะถูกห้ามมิให้ขอรับใบอนุญาตตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๙ และนอกจากมาตรการทางปกครองดังกล่าวยังได้มีการกำหนดโทษทางอาญาโดยยกเลิกโทษจำคุกและใช้โทษปรับสถานเดียว ซึ่งอัตราโทษขั้นสูงที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อ ๗๓ ของ UNCLOS ๑๙๘๒ ที่กำหนดให้บทกำหนดโทษของรัฐชายฝั่งสำหรับการละเมิดกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับการประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะต้องไม่รวมถึงโทษจำคุกหรือการลงโทษทางร่างกายในรูปอื่นใด ซึ่งอัตราค่าปรับได้กำหนดตามขนาดของเรือและปริมาณสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตน้ำที่ได้จากการกระทำความผิดโดยปรับเป็นห้าเท่าของปริมาณสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตน้ำโดยเทียบเคียงจากกฎหมายของประเทศฟิลิปปินส์ รวมทั้งให้ริบสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ เครื่องมือทำการประมงและเรือประมง และในกรณีที่มีการกระทำความผิดที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงซ้ำภายในห้าปีจะต้องรับโทษเพิ่มเป็นสองเท่า ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความตกลงสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ฉบับลงวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๕ เกี่ยวกับการอนุรักษ์และบริหารจัดการประชากรสัตว์น้ำชนิดที่ข้ามเขตและอพยพย้ายถิ่นไกล(UN Fish Stocks Agreement) และข้อตกลงเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรการด้านการอนุรักษ์และบริหารจัดการระหว่างประเทศของเรือประมงในน่านน้ำสากล (Compliance Agreement)

(๖) กำหนดมาตรการในการคุ้มครองและจัดสวัสดิการให้แก่คนประจำเรือและแรงงานในอุตสาหกรรมต่อเนื่องในภาคประมง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ โดยกำหนดห้ามมิให้โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำและเจ้าของเรือประมงจ้างลูกจ้างคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายหรือจ้างผู้ที่มีอายุน้อยกว่าสิบแปดปีทำงาน และเจ้าของเรือประมงที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ต้องจัดให้มีระบบความปลอดภัย สุขอนามัย และสวัสดิการในการทำงาน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับจรรยาบรรณว่าด้วยการทำการประมงอย่างรับผิดชอบของ FAO ที่กำหนดให้มีการจัดสวัสดิภาพในการทำงาน ความปลอดภัยและสุขอนามัยของคนประจำเรือ ให้สอดคล้องและเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ยอมรับโดยองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

หลังจากพระราชกำหนดการประมงมีผลใช้บังคับไประยะหนึ่งปรากฏว่ายังมีบทบัญญัติที่ยังไม่ชัดเจนและก่อให้เกิดปัญหาในการใช้บังคับ จึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยพระราชกำหนดการประมง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑ ในประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) ปรับปรุงบทบัญญัติในการจ้างแรงงานในโรงงานแรรูปสัตว์น้ำให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับการคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการออกคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการและการสั่งปิดโรงงานให้มีความสอดคล้องกับความร้ายแรงในการจ้างแรงงานโดยฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะการฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ได้กำหนดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าการจ้างแรงงานโดยฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ส่งผลให้ต้องถูกสั่งให้หยุดประกอบกิจการและการสั่งปิดโรงงานเฉพาะกรณีการจ้างแรงงานเด็กที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้างตามมาตรา ๔๔ การจ้างแรงงานเด็กที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานอันตรายตามมาตรา๔๙ การแจ้งแรงงานเด็กที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำตามมาตรา ๕๐ และการเรียกรับหลักประกันจากลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กหรือจ่ายค่าจ้างเด็กให้กับบุคคลอื่นตามมาตรา ๕๑

(๒) ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทำการประมงพื้นบ้านให้เหมาะสมยิ่งขึ้นโดยยกเลิกบทบัญญัติที่ห้ามผู้ที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านออกไปทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง ทั้งนี้ ตามข้อเรียกร้องของประมงพื้นบ้านที่เห็นว่าพื้นที่ในเขตทะเลชายฝั่งมีขอบเขตจำกัดในขณะที่เรือประมงพื้นบ้านมีจำนวนมาก รวมทั้งกำหนดให้อธิบดีกรมประมงมีอำนาจในการผ่อนผันให้ผู้ทำการประมงพื้นบ้านและประมงน้ำจืดให้สามารถใช้เครื่องมือต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๗ และสามารถทำการประมงในพื้นที่และในระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำวางไข่หรือในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา ๗๐ ได้โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้เครื่องมือบางชนิด เช่น โพงพาง หรืออวนรุนที่ประมงพื้นบ้านเรียกร้องว่ามีความจำเป็นต้องใช้ทำการประมงเพื่อการยังชีพและไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องมือทำประมงหรือประกอบอาชีพอื่นแทนได้ ทั้งนี้ ตามแนวทางที่กำหนดไว้ในจรรยาบรรณว่าด้วยการทำการประมงอย่างรับผิดชอบของ FAO ที่กำหนดให้รัฐต้องสนับสนุนสิทธิในการใช้พื้นที่หรือทรัพยากรสัตว์น้ำในการทำประมงพื้นบ้านภายในน่านน้ำที่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของตนอย่างเหมาะสม และควรกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทำประมงเพื่อลดข้อพิพาทระหว่างชาวประมงที่ใช้เครื่องมือและวิธีการทำประมงที่แตกต่างกัน โดยต้องมีการหารือและได้รับการยอมรับจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและชุมชนประมงท้องถิ่น

(๓) ปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการควบคุมและเฝ้าระวังเรือที่ใช้ทำการประมง เรือขนถ่ายสัตว์น้ำ และเรือที่ใช้สนับสนุนเรือที่ใช้ทำการประมงและขนถ่ายสัตว์น้ำให้ชัดเจน เพื่อแก้ไขปัญหาในการตีความโดยเฉพาะการติดตั้งระบบติดตามเรือประมงตามมาตรา ๘๑ แห่งพระราชกำหนดการประมงพ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งมีปัญหาว่าเรือที่เจ้าของเรือไม่ประสงค์จะนำออกไปทำการประมงต้องติดตั้งระบบติดตามเรือตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ส่วนหลักเกณฑ์ในการควบคุมเฝ้าระวังเรือขนถ่ายสัตว์น้ำที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘๘ แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ยังขาดมาตรการเกี่ยวกับการตรวจสอบและควบคุมการขนถ่ายสัตว์น้ำ รวมทั้งยังขาดมาตรการในการควบคุมและเฝ้าระวังเรือที่ใช้สนับสนุนเรือที่ใช้ทำการประมงและขนถ่ายสัตว์น้ำ จึงมีการปรับปรุงมาตรา ๘๑ ให้ชัดเจนว่าเรือที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทยเป็นเรือประมงหรือเรือขนถ่ายสัตว์น้ำซึ่งหมายถึงเรือที่ได้จดทะเบียนเป็นเรือขนถ่ายสัตว์น้ำตามขนาดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดต้องติดตั้งระบบติดตามเรือ ทั้งนี้ ไม่ว่าเจ้าของเรือจะประสงค์นำเรือออกไปทำการประมงหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการขนถ่ายสัตว์น้ำให้ชัดเจนและมีประสิทธฺภาพยิ่งขึ้น โดยกำหนดห้ามมิให้เรือประมงพาณิชย์ขนถ่ายสัตว์น้ำออกจากเรือประมงเว้นแต่การขนถ่ายไปยังเรือที่ได้จดทะเบียนเป็นเรือขนถ่ายสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำขึ้นท่าเทียบเรือหรือแพปลาตามที่กำหนด และห้ามขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเลเว้นแต่การขนถ่ายไปยังเรือที่ได้จดทะเบียนเป็นเรือขนถ่ายสัตว์น้ำและต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยเรือขนถ่ายสัตว์น้ำต้องมีการจัดทำเครื่องหมายประจำเรือ ต้องได้รับอนุมัติแผนในการขนถ่ายสัตว์น้ำ และต้องรายงานการขนถ่ายสัตว์น้ำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และต้องมีผู้สังเกตการณ์ประจะอยู่ในเรือขนถ่ายสัตว์น้ำในกรณีที่ทำการขนถ่ายสัตว์น้ำนอกน่านน้ำไทย รวมทั้งต้องกลับเข้าเทียบท่าเรือประมงตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนด และในกรณีที่มีการขนถ่ายสัตว์น้ำในเขตรัฐชายฝั่งหรือในทะเลหลวงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่รัฐชายฝั่งหรือองค์การระหว่างประเทศกำหนด ส่วนเรือที่ใช้สนับสนุนเรือที่ใช้ทำการประมงและเรือขนถ่ายสัตว์น้ำได้กำหนดให้มีการออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดให้เจ้าของเรือต้องปฏิบัติได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับจรรยาบรรณว่าด้วยการทำการประมงอย่างรับผิดชอบของ FAO ที่กำหนดให้รัฐต้องควบคุมเรือซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำประมงและเรือสนับสนุนการทำประมงที่ชักธงของตนให้ปฏิบัติตามจรรยาบรรณอย่างถูกต้อง รวมทั้งปฏิบัติตามพันธกรณีในส่วนที่เกี่ยวกับการรวบรวมและการรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำประมง

(๔) กำหนดห้ามเจ้าของเรือหรือผู้ควบคุมเรือประมงรับคนประจำเรือของเรือลำอื่นมาทำงานระหว่างออกไปทำการประมง เพื่อป้องกันการบังคับใช้แรงงานและค้ามนุษย์ในเรือประมง

(๕) กำหนดให้มีคณะกรรมการมาตรการทางปกครอง เพื่อพิจารณาและกำหนดมาตรการทางปกครองในการสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานหรือสั่งปิดโรงงานตามมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๑/๑ และการใช้มาตราการทางปกครองในกรณีที่มีการทำการประมงโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงตามมาตรา ๑๑๓ แทนอธิบดีกรมประมง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรอบคอบและรวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากการกระทำความผิดโดยฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ตามที่มาตราดังกล่าวกำหนดไว้มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายของหลายหน่วยงาน

๒.๒ กฎหมายว่าด้วยเรือไทย

โดยที่ในส่วนของการบริหารจัดการกองเรือคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้มีข้อสังเกตว่าประเทศไทยไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนเรือที่มีการจดทะเบียนและได้รับอนุญาตให้ทำการประมง เนื่องจากไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการทำงานระหว่างกรมประมงและกรมเจ้าท่าซึ่งไม่สอดคล้องกับ Article 94 ของ UNCLOS ๑๙๘๒ และNPOA IUU ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนให้รัฐเจ้าของธงต้องรักษาไว้ซึ่งระบบทะเบียนเรือให้เป็นปัจุบัน รวมทั้งข้อตกลงเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรการด้านการอนุรักษ์และบริหารจัดการระหว่างประเทศของเรือประมงในน่านน้ำสากล (Compliance Agreement) ที่กำหนดให้รัฐแต่ละรัฐต้องมีความพร้อมที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรือประมงที่ได้ลงทะเบียนไว้ในระบบแก่FAO และกำหนดให้รัฐทุกรัฐต้องรักษาไว้ซึ่งระบบข้อมูลสำหรับเรือประมงที่ชักธงของตนและได้รับใบอนุญาตให้ทำประมงในทะเลหลวง ประกอบกับเมื่อพิจารณาแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๖๒ (Thailand National Plan of Action to Prevent, Deter and Eliminate Illegal, Unreported and Unregulated Fishing 2015 - 2019) ที่รัฐบาลไทยได้มีการประกาศใช้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘ พบว่าประเทศไทยยังขาดข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรือที่ใช้ทำการประมงขนถ่ายสัตว์น้ำ และเรือที่ใช้สนับสนุนเรือที่ใช้ทำการประมง และขนถ่ายสัตว์น้ำ เนื่องจากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ. ๒๔๘๑ ไม่มีระบบตรวจสอบจำนวนเรือที่ได้จดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงประเภทของเรือ การโอนกรรมสิทธิในตัวเรือ การเพิกถอนทะเบียนเรือ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลที่เป็นปัจจุบันของเรือที่ได้จดทะเบียนไว้ และไม่ทราบข้อมูลของเรือที่ไม่ได้จดทะเบียนส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถบริหารจัดการกองเรือไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนไม่มีการบูรณาการการทำงานระหว่างกรมประมงและกรมเจ้าท่าในการจดทะเบียนเรือและการออกใบอนุญาตทำการประมง อันส่งผลต่อการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมและสามารถทำการประมงได้อย่างยั่งยืนจึงได้มีการตราพระราชกำหนดเรือไทย พ.ศ. ๒๕๖๑ แก้ไขพระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ.๑๔๘๑ เพื่อให้กรมเจ้าท่ามีอำนาจในการที่จะควบคุมการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงประเภทการใช้เรือ ตลอดจนการเพิกถอนทะเบียนเรือ และกำหนดหลักเกณฑ์ในการประสานความร่วมมือร่วมกันระหว่างกรมประมงและกรมเจ้าท่าในการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงประเภทของเรือ การโอนกรรมสิทธิในตัวเรือ และการเพิกถอนทะเบียนเรือประมง เรือขนถ่ายสัตว์น้ำ และเรือใช้สนับสนุนเรือที่ใช้ทำการประมงและขนถ่ายสัตว์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยพระราชกำหนดเรือไทยได้มีการประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๑และต่อมาในเดือนธันวาคม๒๕๖๑ ได้มีการตราพระราชกำหนดเรือไทยเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเรือไทยอีกครั้งเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการควบคุมมิให้มีการนำเรือที่อยู่นอกระบบคือเรือที่ไม่ได้จดทะเบียนเรือและเรือที่ถูกเพิกถอนทะเบียนเรือไปใช้ในการทำการประมง ขนถ่ายสัตว์น้ำ หรือสนับสนุนการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
            ในระหว่างที่ไทยดำเนินการปรับปรุงกฎหมายตามที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้มีกรอบกฎหมายในการบริหารจัดการการทำการประมงและจัดการกองเรือที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ได้มีการใช้อำนาจพิเศษของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จำนวน ๖ ฉบับ ดังนี้

(๑) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๐/๒๕๕๘ เพื่อจัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายและกำหนดหลักเกณฑ์ในการให้เจ้าของเรือประมงเรือขนถ่ายสัตว์น้ำหรือเก็บรักษาสัตว์น้ำดำเนินการ

(๒) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๔/๒๕๕๘ เพื่อระงับการจดทะเบียนเรือไทยสำหรับการประมงและห้ามมีไว้ในครอบครองและใช้เครื่องมือทำการประมงที่ผิดกฎหมาย

(๓) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๒/๒๕๕๘ เพื่อเพิกถอนทะเบียนเรือไทย จำนวน ๘,๐๒๔ ลำ และห้ามมิให้กรมประมงออกใบอนุญาตทำการประมง เว้นแต่การออกใบอนุญาตให้กับผู้ที่เคยได้รับใบอนุญาตทำการประมงอยู่เดิม เพื่อควบคุมจำนวนเรือที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมง

(๔) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๕๓/๒๕๕๙ เพื่อกำหนดมาตรการล็อกเรือที่มิได้จดทะเบียนหรือไม่มีใบอนุญาตทำการประมง และกำหนดให้มีการเพิกถอนทะเบียนเรือสำหรับเรือที่มีทะเบียนเรือแต่ไม่มีใบอนุญาตทำการประมงและไม่ได้แจ้งของดใช้เรือหรือเปลี่ยนประเภทเรือต่อกรมเจ้าท่าภายใน ๓๐ วัน รวมทั้งให้อำนาจกรมเจ้าท่าในการงดจดทะเบียนเรือสำหรับการประมงเป็นการชั่วคราว

(๕) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๙/๒๕๕๙ กำหนดมิให้นับระยะเวลาที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนี รวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความในการดำเนินคดี เพื่อมิให้คดีขาดอายุความระหว่างผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนี

(๖) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๒/๒๕๖๐ เพื่อปฏิรูประบบบริหารจัดการเรือที่ใช้ทำการประมง ขนถ่ายสัตว์น้ำ และเรือที่ใช้ในการสนับสนุนเรือประมง และปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินคดีอาญาและมาตรการทางปกครองจากการที่ไทยได้มีการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อวางกรอบกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ระหว่างที่มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการประมงและกฎหมายว่าด้วยเรือไทย ซึ่งต่อมาได้นำหลักการตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มากำหนดไว้ในพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๖๐ และพระราชกำหนดเรือไทย พ.ศ. ๒๕๖๑ แก้ไขพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑ ส่งผลให้ประเทศไทยมีระบบกฎหมายในการบริหารจัดการการทำการประมงและการบริหารจัดการกองเรือ การตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวังมีบทลงโทษที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับความร้ายแรงในการกระทำความผิด ทั้งนี้ เพื่อป้องกัน ระงับและยับยั้งมิให้มีการทำการประมงผิดกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลส่งผลให้สหภาพยุโรปได้ยกเลิกประกาศเตือนประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่ไม่มีมาตรการอย่างเพียงพอในการป้องกัน ยับยั้งและขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๒

๓. แนวทางในการดำเนินการปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้มีการทำประมงอย่างยั่งยืน

โดยที่การตรากฎหมายว่าด้วยการประมงไม่ว่าจะเป็นการตราพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ และพระราชกำหนดการประมง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนจึงไม่มีเวลาเพียงพอที่จะพิจารณายกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำการประมงอีกฉบับ คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิการประมงในเขตการประมงไทย พุทธศักราช ๒๔๘๒ และในการยกร่างกฎหมายนอกจากต้องกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อแก้ไขปัญหาในการทำประมงแล้ว ยังได้กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อแก้ไขช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำการประมงไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยเรือไทย กฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย กฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แต่โดยที่หลังจากมีการประกาศใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยการประมง ต่อมาได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังนั้น เพื่อมิให้บทบัญญัติในกฎหมายมีความซ้ำซ้อนอันจะก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายและสร้างภาระให้แก่ประชาชนจึงควรมีการยกเลิกบทบัญญัติในกฎหมายว่าด้วยการประมงที่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายเฉพาะในเรื่องนั้น ๆรวมทั้งควรแก้ไขบัญญัติบางประการเพื่อให้กฎหมายมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนี้

๓.๑ ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิการประมงในเขตการประมงไทย พุทธศักราช ๒๔๘๒    

เมื่อพิจารณาเนื้อหาของกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอนุญาตหรือให้สิทธิคนต่างด้าวเข้ามาทำการประมงในเขตการประมงไทยและการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในเรือประมงไทย จะเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เนื่องจากตั้งแต่ใช้บังคับมาประเทศไทยยังไม่เคยให้สิทธิคนต่างด้าวในการมาขอใบอนุญาตทำการประมงในเขตประมงไทย ประกอบกับการทำการประมงในน่านน้ำไทยและในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศไทยเป็นธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำตามบัญชี ๑ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และหากในอนาคตประเทศไทยจะเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวมีสิทธิมาขอรับใบอนุญาตทำการประมงในเขตประมงไทยก็สามารถใช้หลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ บังคับกับคนต่างด้าวได้ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวใช้บังคับได้ไม่ว่าการทำการประมงจะใช้เรือประมงไทยหรือเรือประมงที่มิใช่เรือประมงไทย และไม่ว่าผู้ทำการประมงจะมีสัญชาติใด สำหรับบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคนต่างด้าวในเรือประมง การอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทย มีหลักเกณฑ์กำหนดไว้แล้วในพระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๑ ประกอบกับประเทศไทยมีความต้องการแรงงานต่างด้าวในการทำประมงจึงไม่มีความจำเป็นต้องสงวนสิทธิในการเข้ามาทำงานของคนต่างด้าว หรือแม้ในกรณีที่จะสงวนงานบางลักษณะที่จะไม่ให้คนต่างด้าวทำเช่นการเป็นผู้ควบคุมเรือหรือช่างเครื่องก็สามารถประกาศเป็นงานที่ห้ามมิให้คนต่างด้าวทำได้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗๔๐ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวได้

๓.๒ ยกเลิกบทบัญญัติที่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นดังนี้

(๑) หลักเกณฑ์ในการคุ้มครองแรงงานในเรือประมง โดยที่ในขณะที่มีการพิจารณายกร่างพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับการค้ามนุษย์โดยเฉพาะในภาคประมง เนื่องจากในขณะนั้นกระทรวงแรงงานมีความเห็นว่าการจ้างแรงงานต่างด้าวเพื่อไปทำประมงในเรือนอกน่านน้ำไทยไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวจึงมีการจ้างแรงงานที่ผิดกฎหมายโดยการจ้างคนต่างด้าวที่ลักลอบหนีเข้าเมืองและไม่มีใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว บุคคลดังกล่าวส่วนใหญ่จึงไม่มีเอกสารแสดงตัวตนประกอบกับเมื่อมีการจ้างงานโดยไม่ชอบส่วนใหญ่จึงไม่มีการทำสัญญาจ้างแรงงานและไม่มีการจัดสวัสดิภาพในการทำงานตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและไม่มีการตรวจสอบการทำงานของแรงงานในเรือประมงไม่ว่าจะก่อนนำเรือออกทำการประมง ระหว่างการทำการประมง หรือเมื่อนำเรือเข้าเทียบท่าประกอบกับเมื่อแรงงานดังกล่าวเป็นแรงงานที่ผิดกฎหมายจึงไม่กล้าที่จะร้องเรียนต่อพนังงานเจ้าหน้าที่ในกรณีที่มีการบังคับใช้แรงงานหรือการจัดสวัสดิภาพในการทำงานที่ไม่เหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวในมาตรา ๘๓ แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ .๒๕๕๘ จึงได้กำหนดให้คนประจำเรือประมงต้องมีหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย และในกรณีคนประจำเรือไม่มีสัญชาติไทยต้องได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และต้องได้รับใบอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว โดยกำหนดให้อธิบดีกรมประมงมีอำนาจออกหนังสือคนประจำเรือรวมทั้งการอนุญาตตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการดำเนินการดังกล่าว แต่กำหนดให้หนังสือคนประจำเรือและการอนุญาตดังกล่าวใช้ได้เฉพาะการทำงานในเรือประมงและในบริเวณท่าเทียบเรือประมง และเฉพาะตามเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้นทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานที่ผิดกฎหมายและเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าการทำงานในเรือประมงของคนต่างด้าวไม่ว่าจะในน่านน้ำหรือนอกน่านน้ำไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งกรณีที่เจ้าของเรือประมงใช้คนประจำเรือที่ไม่มีหนังสือคนประจำเรือหรือไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๘๓ ต้องระวางโทษปรับไม่น้อยกว่าสี่แสนบาทแต่ไม่เกินแปดแสนบาทต่อคนประจำเรือหนึ่งคน เพื่อป้องกันและปราบปราบการใช้แรงงานที่ผิดกฎหมายอันเป็นต้นเหตุของการค้ามนุษย์ในภาคการประมง อย่างไรก็ตาม โดยที่ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว โดยพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐ได้กำหนดหลักเกณฑ์การในการออกใบอนุญาตตามกฎหมายการทำงานของคนต่างด้าวรวมทั้งกำหนดโทษให้เหมาะสมกับความร้ายแรง ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๐๒๔๑ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ดังนั้น จึงไม่ควรที่จะกำหนดโทษสำหรับการจ้างคนประจำเรือที่เป็นคนต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวไว้อีก และกรณีที่มีการบังคับใช้แรงงานหรือค้ามนุษย์ในเรือประมงก็มีบทกำหนดโทษที่กำหนดไว้แล้วในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เพื่อลดความซ้ำซ้อนของกฎหมาย สำหรับคนประจำเรือที่มีสัญชาติไทยกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตทำงาน และการมีหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือน่านน้ำไทยเป็นระบบสมัครใจเพื่อประกอบการเลื่อนชั้นการทำงานและคนที่มีสัญชาติไทยมีเอกสารประจำตัวคือบัตรประชาชนหรือหนังสือการเดินทางที่สามารถใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์ตัวตนได้ จึงควรปรับปรุงมาตรา ๘๓ และบทกำหนดโทษทางอาญาตามมาตรา ๑๕๓ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับระบบกฎหมายการเดินเรือในน่านน้ำไทยและกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว โดยควรคงไว้เฉพาะมาตการทางบริหารที่ให้อธิบดีประมงมีอำนาจอนุญาตแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนประจำเรือรวมทั้งมาตรการทางปกครองในการเพิกถอนใบอนุญาตทำการประมงของเจ้าของเรือและการเพิกถอนประกาศนียบัติของผู้ควบคุมเรือกรณีที่มีการจ้างคนประจำ เรือที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน

(๒) ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุญสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตทำการประมงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการห้ามมิให้ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำการประมงยื่นคำขอใบอนุญาตทำการประมงเป็นเวลาห้าปี นับจากวันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตจนถึงวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาต ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการลงโทษผู้ที่ทำการประมงโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงจนถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกตัดสิทธิในการทำประมงในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่บทบัญญัติดังกล่าวยังมีปัญญหาในทางกฎหมายในกรณีที่พบการกระทำความผิดในช่วงเวลาที่ใบอนุญาติสิ้นอายุและกระบวนการพิจารณาความผิดต้องใช้ระยะเวลาและไปสิ้นสุดเมื่อใบอนุญาตสิ้นอายุ ก่อให้เกิดปัญหาว่าจะสามารถเพิกถอนใบอนุญาตที่หมดอายุไปแล้วได้หรือไม่ เนื่องจากไม่มีวัตุแห่งสิทธิคือใบอนุญาตทำการประมงที่จะเพิกถอน อันส่งผลให้บุคคลผู้กระทำความผิดสามารถยื่นขอรับใบอนุญาตทำการประมงได้อีกเนื่องจากไม่มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตทำการประมงตามที่กำหนดไว้ในมาตรา๓๙ (๕) รวมทั้งอาจจะมีกรณีที่ผู้กระทำความผิดขอยกเลิกหรือคืนใบอนุญาตหลังจากถูกจับกุมและดำเนินคดี เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเพิกถอนใบอนุญาต จึงควรมีการแก้ไขบทบัญญัติในมาตรา ๑๑๓ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยกำหนดให้ชัดเจนว่าให้คณะกรรมการมาตรการปกครองมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้แม้ใบอนุญาตจะสิ้นอายุแล้ว เพื่อให้ระบบการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะมีสิทธิได้รับใบอนุญาตและการตัดสิทธิของผู้กระทำความผิดสอดคล้องกัน

(๓) เปลี่ยนการกำหนดโทษทางอาญาโดยเฉพาะที่เป็นโทษปรับสถานเดียวเป็นโทษปรับทางปกครอง เนื่องจากในกฎหมายปัจจุบันได้มีการกำหนดโทษอาญาสำหรับการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยกำหนดเป็นโทษปรับสถานเดียวเนื่องจากการทำการประมงผิดกฎหมาย ผู้กระทำความผิดได้รับประโยชน์ในทางการเงินเป็นหลัก โดยกำหนดให้คณะกรรมการเปรียบเทียบเพื่อพิจารณาเปรียบเทียบได้เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็วและลดการนำคดีขึ้นสู่ศาล ซึ่งในปัจจุบันเมื่อพบการกระทำความผิดการพิจารณาคดีจะแบ่งออกเป็นสองทาง คือเสนอให้คณะกรรมการมาตรการทางปกครองพิจารณาเพื่อออกคำสั่งและในขณะเดียวกันจะมีการเสนอให้คณะกรรมการเปรีบบเทียบพิจารณากำหนดค่าปรับทางอาญา ซึ่งในการพิจารณาใช้ข้อเท็จจริง เอกสารและหลักฐานเดียวกัน ซึ่งการกำหนดดังกล่าวนอกจากจะเป็นการสร้างภาระในการดำเนินการประชุมและค่าใช้จ่ายแก่หน่วยงานของรัฐ ยังเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ต้องหาในการต้องชี้แจงและโต้แย้งแสดงหลักฐานต่อคณะกรรมการหลายครั้ง จึงควรมีการเปลี่ยนการกำหนดโทษทางอาญาโดยเฉพาะที่เป็นโทษปรับสถานเดียวเป็นโทษปรับทางปกครองและกำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการทางปกครองเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาลงโทษ ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาเพื่อกำหนดมาตรการทางปกครองและกำหนดโทษปรับสามารถพิจารณาไปพร้อมกัน ซึ่งนอกจากจะสามารถพิจารณาให้เหมาะสมกับความร้ายแรงในการกระทำความผิดแล้ว ยังเป็นการลดขั้นตอนในการพิจารณาและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนหรือผู้ต้องหาที่ไม่ต้องไปชี้แจงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานหลายครั้ง ส่งผลให้การพิจารณาและกำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดเป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเป็นการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมณูญแห่งราชอาณาจักรไทยทีกำหนดให้การตรากฎหมายต้องกำหนดโทษทางอาญาเท่าที่จำเป็นแล้ว

(๔) ปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการประกาศรายชื่อเรือที่ใช้ทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยที่มาตรา ๑๑๓ (๔) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดการประมง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ กำหนดให้คณะกรรมการมาตรการทางปกครองมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตและประกาศให้เรือประมงเป็นเรือที่ใช้ทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในกรณีที่มีการทำการประมงโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง ในขณะเดียวกันในมาตรา ๑๑๖ แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้กำหนดใหรัฐมนตรีประกาศรายชื่อเรือประมงที่ถูกใช้ทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมีความหมายกว้างกว่าการทำการประมงโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง ซึ่งแม้จะตีความได้ว่าอำนาจของคณะกรรมการมาตรการทางปกครองเป็นกรณีการบังคับให้คณะกรรมการต้องประกาศสำหรับกรณีที่มีการเพิกถอนใบอนุญาต ส่วนอำนาจของรัฐมนตรีเป็นการประกาศเรือที่ถูกใช้ในการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมดไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรือไม่ก็ตาม แต่การกำหนดดังกล่าวอาจมีปัญหาว่าเมื่อคณะกรรมการมาตรการทางปกครองได้ออกประกาศไปแล้วรัฐมนตรีต้องประกาศซ้ำอีกหรือไม่ รวมทั้งการออกประกาศของคณะกรรมการมาตรการทางปกครองต้องดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๑๖ และมาตรา ๑๑๗ แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ รวมทั้งกรณีที่มีการโอนกรรมสิทธิเรือไปให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดแล้วจะมีผลเป็นการเพิกถอนประกาศนั้นได้อย่างไร ซึ่งเมื่อพิจารณาแนวทางที่กำหนดไว้ในข้อตกลงเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรการด้านการอนุรักษ์และบริหารจัดการระหว่างประเทศของเรือประมงในน่านน้ำสากล (Compliance Agreement) ที่กำหนดห้ามมิให้ให้รัฐภาคีใดออกใบอนุญาตทำประมงให้แก่เรือประมงที่ทำประมงนอกน่านน้ำในกรณีที่เรือนั้นอยู่ระหว่างถูกพักใช้ใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาติโดยรัฐภาคีอื่นยังใม่ครบสามปี เว้นแต่เจ้าของเรือคนใหม่จะมีหลักฐานรับรองว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากการกระทำความผิด และเจ้าของเรือเดิมหรือผู้ควบคุมเรือที่กระทำความผิดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการควบคุมเรือลำดังกล่าวอีกต่อไป ดังนั้น จึงมีควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการประกาศรายชื่อเรือที่ใช้ทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้การประกาศรายชื่อเรือที่ใช้ทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเฉพาะเรือที่กระทำความผิดโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงและให้คณะกรรมการเป็นผู้เสนอรัฐมนตรีว่าเรือลำใดที่ควรถูกประกาศให้เป็นเรือที่ใช้ทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการเพิกถอนประกาศรายชื่อด้วยว่าให้สามารถกระทำได้ในกรณีใดบ้าวอย่างเช่นกรณีที่มีการโอนกรรมสิทธิเรือให้แก่เจ้าของใหม่ และเจ้าของเรือคนใหม่มีหลักฐานรับรองว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากการกระทำความผิด และเจ้าของเรือเดิมหรือผู้ควบคุมเรือที่กระทำความผิดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการควบคุมเรือลำดังกล่าวอีกต่อไป ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น

ปฐมบทการปฏิรูปการประมงไทย พระราชกําหนดการประมง พ.ศ. 2558
อดิศร พร้อมเทพ ธันวาคม 2559