ปฐมบทการปฏิรูปการประมงไทย พระราชกําหนดการประมง พ.ศ. 2558
อดิศร พร้อมเทพ ธันวาคม 2559

ทิศทางการประมงโลก

        จากการพัฒนาการประมงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หลังสงครามโลกครั้งที่สองทั่วโลกเริ่มตระหนักว่าทรัพยากรสัตว์น้ำแม้สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ แต่มิได้หมายความว่าจะอยู่ได้ตลอดไป และจําเป็นที่ต้องมีการจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อให้ทรัพยากรดังกล่าวยังคงให้ผลิตผล เพื่อโภชนาการ ความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคมและเศรษฐกิจสําหรับประชากรโลกที่มีการขยายตัวอย่างยั่งยืน จึงมีความพยายามผลักดันให้เกิดอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทะเลที่จะเป็นบทบัญญัติให้ประเทศทั้งหลายได้ถือปฏิบัติ โดยในช่วงแรกมุ่งเน้นเรื่องเขตแดนเป็นหลัก จนกระทั่งปี ค.ศ. 1982 อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ได้มีการบัญญัติขึ้น โดยมีบทบัญญัติทั้งสิ้น 320 มาตรา กับ อีก 9 ผนวก บทบัญญัติเหล่านี้ครอบคลุมเรื่องทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่องการเดินเรือ และช่องแคบ รัฐหมู่เกาะ เขตเศรษฐกิจจําเพาะ ไหล่ทวีป ทะเลหลวง การบริหารและอนุรักษ์สิ่งที่มีชีวิตในทะเลหลวง รัฐไร้ฝั่งทะเลการแสวงประโยชน์ในพื้นที่ก้นทะเลระหว่างประเทศการสํารวจทางวิทยาศาสตร์ในทะเลและการระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศเกี่ยวกับทะเล เป็นต้น ซึ่งบทบัญญัตินี้ครอบคลุมที่เกี่ยวข้องกับทะเลไว้ทั้งหมด และการเข้าเป็นภาคีของ  รัฐจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติทั้งหมด โดยไม่มีข้อสงวน และประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาฯ ในปี พ.ศ. 2536 และให้สัตยาบันเข้าเป้นภาคีอนุสัญญาฯ ดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 นับเป็นประเทศที่ 162 ของสมาชิกสหประชาชาติ ส่งผลอนุสัญญา ฯ ดังกล่าวมีผลผูกพันกับประเทศไทยโดยสมบูรณ์      

        ขณะเดียวกันในช่วงปลายทศวรรษ 1980 จากการที่รัฐชายฝั่งต่างๆ ได้มีการพัฒนาและขยายกิจการด้านการประมงอย่างรวดเร็ว โดยการลงทุนสร้างกองเรือและโรงงานแปรรูปที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองการขยายตัวของความต้องการสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจนกลายเป็นอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดการนําทรัพยากรสัตว์น้ำขึ้นมาใช้อย่างไม่ระมัดระวังและส่งผลกระทบต่อสิ่แวดล้อม องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) จึงได้จัดทําร่างจรรยาบรรณสากลในการทําประมงอย่างรับผิดชอบ (Code of Conduct for Responsible Fisheries : CCRF) ที่สอดคล้องกับข้อตกลง หลักการ และมาตรการที่จะใช้ในการอนุรักษ์ จัดการ และพัฒนาการประมง ทั้งปวง โดยไม่ใช้ รูปแบบบังคับ เพื่อให้ใช้เป็นกรอบในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีชีวิตในน้ำอย่างยั่งยืนและกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม และต่อมา FAO ได้มีการจัดทํา แผนปฏิบัติการสากลในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทําการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (International Plan of Action to Prevent, Deter and Eliminate Illegal, Unreported and Unregulated Fishing: IPOA-IUU) เพื่อให้ประเทศต่างๆ ได้มี เครื่องมือที่จะนําไปใช้ต่อต้านการทําการประมง IUU ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดย IPOA-IUU เป็นตราสารระหว่างประเทศที่การกําหนดแนวทางการดําเนินการในลักษณะของความสมัครใจ และไม่มีสภาพการบังคับทางกฎหมาย

        และจากบทบัญญัติภายใต้ UNCLOS 1982 และ CCRF ได้มีการผลักดันให้เกิด Agreement อื่นๆ ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการนําปฎิบัติ เช่น ความตกลงว่าด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ลงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2525 เกี่ยวกับการอนุรักษาและการจัดการประชากรของสัตว์น้ำชนิดพันธุ์ที่คร่อม เขตและอพยพย้ายถิ่นไกล ค.ศ.1995 (UN Fish Stock Agreement : UNFSA) ความตกลงว่าด้วยมาตรการของรัฐเจ้าของท่าเรือเพื่อป้องกัน ยับยั้งและขจัดการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม ค.ศ. 2009 (Port State Measure Agreement - PSMA) ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไปบ้างแล้ว และนอกจากนี้แล้วในทะเลสากลยังได้มีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลทรัพยากรประมงที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวโดยเริ่มจาก ทรัพยากรทูน่า เช่น IOTC ICCAT และมีทรัพยากรสัตว์น้ำอื่นๆ เช่น SIOFA ส่งผลให้ในปัจจุบันทรัพยากรประมงแม้อยู่ในเขตทะเลสากลก็มีการบริหารจัดการแทบทั้งสิ้น

     จากกฎหมาย ข้อกําหนด ที่เกิดขึ้นมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประเทศต่างๆได้มีความคิดเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าสถานการณ์การประมงทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะทําการประมงเกินศักยการผลิตของธรรมชาติหากไม่มีการดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสัตว์น้ำซึ่งถือได้ว่าเป็นอาหารสําคัญที่หล่อเลี้ยงประชากรจํานวนมาก 

ทําไมต้อง “ปฏิรูปการประมง”

                    การประมงไทยในอดีตที่ผ่านมา ทั้งการจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติ หรือการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งที่อยู่ในแหล่งน้ำสาธารณะหรือพื้นที่ของตนเอง ชาวประมงหรือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงทําได้โดยเสรี เนื่องจากพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้การบริหารจัดการการประมงได้มีการบัญญัตขึ้นในช่วงที่การประมงของประเทศไทยยังเป็นการทําประมงเพื่อยังชีพเท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นการประมงน้ำจืดหรือตามแนวชายฝั่ง จากสถานการณ์ดังกล่าวทําให้ปรัชญาพื้นฐานของพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 จึงเป็นการส่งเสริมและเบิดโอกาสให้ชาวประมงสามารถทําการประมงได้โดยเสรี ยกเว้นเฉพาะกิจกรรมบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะทรัพยากรอย่างร้ายแรงและมีหลักฐานอย่างชัดแจ้ง “รัฐ” จึงจะสามารถออกกฎหมายมาควบคุมได้ การออกอาชญาบัตรในการทําการประมงนั้นมีเป้าหมายเพื่อให้ทราบจํานวนและเก็บอากรเข้ารัฐเท่านั้น ไม่มีอํานาจในการกํากับ ควบคุมลักษณะ/วิธีการทําประมงของผู้ที่ได้รับอาชญาบัตรแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาต่อมาเมื่อเรือประมงไทยที่ออกไปทําการประมงไกลฝั่งมากขึ้น ทั้งในน่านน้ําสากล หรือน่านน้ําของรัฐชายฝั่ง อื่น รัฐไม่สามารถที่จะเข้าไปควบคุม ติดตาม อย่างหนึ่งอย่างใดได้ทั้งสิ้น
    จากการขาดความสามารถในการบริหารจัดการการทําการประมงที่มีประสิทธิภาพของรัฐดังกล่าวส่งผลให้สถานการณ์การทําประมงของประเทศไทยอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงที่จะมีการทําการประมงเกินศักยภาพการผลิต แต่เนื่องจากประเทศไทยอยู่เขตร้อนซึ่งทรัพยากรสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยมีความหลากหลาย
ทําให้ชาวประมงมีการปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมงและวิธีการทําการ ประมงเมื่อพบว่าผลผลิตที่ได้รับลดลงจนอยู่ในสภาวะไม่คุ้มทุน ส่งผลให้สถานการณ์การทําการประมงในลักษณะที่เกินศักย์ภาพการผลิตนั้นไม่ส่งผลกระทบอย่างทันทีทันใดเช่นเดียวกับสถานการณ์ที่เกิดในเขตอบอุ่น แต่จะเกิดในลักษณะค่อยเกิดขึ้นอย่าง ช้าๆ เช่น สัตว์น้ำที่จับได้มีขนาดเล็กลง การหายไปของกลุ่มสัตว์น้ำบางชนิด และเหตุการณ์เหล่านี้จะเริ่มมีการปรากฎชัดขึ้น ถี่ขึ้น และรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่สถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่นับวันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงมากยิ่งขึ้น การประมงไทยจะสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้หรือไม่                         
        และจากการที่อุตสาหกรรมประมงของไทยที่มีพัฒนาและขยายตัวอย่างรวดเร็วยังมีความซับ ซัอนมาขึ้น เพราะนอกจาก“วัตถุดิบ” ที่เข้าสู่การผลิตมาจาก น่านน้ำไทยแล้ว ประเทศไทยยังมีสัตว์น้ำที่จับจากน่านน้ําประเทศอื่นและน่านน้ําสากล นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นผู้นําเข้าสัตว์น้ำรายใหญ่ของโลก เพื่อนําเข้าสู่อุตสาหกรรมประมงของไทย ทําให้ประเทศไทยเป็นที่จับตามมองของนานาประเทศ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกที่ต้องปฏิบัติตามกรอบกติกาสากล
                และจากการที่เศรษฐกิจของไทยที่ขับเคลื่อนด้วยการ “ส่งออก” สินค้าประมงเป็นสินค้าหลักที่ใช้ในการส่งออกประเภทหนึ่งที่ทํารายได้เข้าประเทศ ความต้องการของประเทศคู่ค้า ตลอดจนลูกค้าที่อยู่ในต่างประเทศ จากสถานการณ์การประมงทั้งในน่านน้ำไทย การเปลี่ยนแปลงของกฎกติกาในน่านน้ำสากล หรือ น่านน้ํารัฐชายฝั่ง ความต้องการและความคาดหวังของผู้บริ โภค ส่งผลให้ประเทศไทยต้องมีการ “ปฎิรูปการประมง”

 พระราชกําหนดการประมง พ.ศ. 2558

                พระราชกําหนดการประมง พ.ศ. 2558 ได้ถูกตราขึ้นภายใต้บริบทของการประมงไทยที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการทําการประมงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การแปรรูปสัตว์น้ำ ตลอดจนการนําเข้า-ส่งออก และมีเป้าหมาย “เพื่อรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำให้อยู่ในภาวะที่เป็นแหล่งอาหารของมนษยชาติอย่างยั่งยืนและรักษาสภาพแวดล้อมให้ดํารงในสภาพที่เหมาะสม” โดยบทบัญญัติใน พรก. ครอบคลุมหลายส่วน ทั้งการจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติ (การทําการประมงในน่านน้ำไทยและนอกน่านน้ําไทย) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การแปรรูปสัตว์น้ำ การนําเข้า-ส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ ตลอดจนการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่การผลิต ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 โดยในการตราบทบัญญัติในมาตราต่าง ๆ จะมีการนําหลักการ/แนวคิด/เทคโนโลยีที่มีการนํามาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงที่เป็นสากลมากําหนดไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อให้ “รัฐ” สามารถการบริหารจัดการประมงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกรอบข้อตกลงที่ประเทศไทยได้มีการลงนาม หรือมีการบังคับเป็นกฎหมายสากลตลอดจนสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น

 การบริหารจัดการด้านการทําการประมง

                การบริหารจัดการประมงด้านการทําการประมงจะครอบคลุมทั้งใน ด้านการทําการประมงในน่านน้ำ การประมงนอกน่านน้ำ จากที่กล่าวมาแล้วการประมงของไทยในอดีตเป็นการทําการประมงโดยเสรี แต่ภายใต้พระราชกําหนดการประมง 2558 ได้กําหนดบทบัญญัติในด้าน “การทําการประมง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ในน่านน้ําไทย” โดยนําหลักการที่สําคัญภายใต้ UNCOS 1982 ใน
บทบาทหน้าที่ของ “รัฐชายฝั่ง” มาตราไว้อย่างชัดเจนทั้งในมาตราที่ 4 (5) และ (6) และหมวด 2 การบริหารจัดการด้านการประมงภายใต้หลักการดังกล่าวทําให้การทําประมงของไทยเปลี่ยนจาก “การทําประมงแบบเสรี” มาเป็น “การทําประมงแบบมีการจํากัด”โดยกําหนดให้ผู้ที่ทำการประมงต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐ และกําหนดหน้าที่ให้ “รัฐ” โดยคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติต้องควบคุมการทําการประมงไม่ให้เกินปริมาณสัตว์น้ำสูงสุดที่สามารถจับได้อย่างยั่งยืน และต้องอยู่ภายใต้หลักการป้องกันล่วงหน้า(ม.12)
                และนอกจากนี้ภายใต้บทบัญญํติของหมวด 3 การทําการประมงในน่านน้ำไทย ยังเป็นการนําหลักการบริหารจัดการประมงมาบังคับใช้ในแต่ละชาวประมงแต่ละกลุ่ม โดยจะเห็นได้ว่าแม้หลักการจะเป็น “การทําการประมงแบบมีการจํากัด” ก็ตาม พรก ก็ยังคงให้การคุ้มครองชาวประมงขนาดเล็ก โดยชาวประมงในเขตประมงน้ําจืด หรือ เขตประมงชายฝั่ง ยังคงสามารถทําการประมงได้ โดยเสรี ยกเว้นเครื่องมือที่ “รัฐ” พิจารณาว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงจึงจะนํา เข้าสู่ระบบ “การทําการประมงแบบมีการจํากัด” ในขณะที่เรือประมงพาณิชย์ (มากกว่า 10 ตันกรอส) หากจะทําการประมงต้องได้รับอนุญาตทั้งหมด โดยการทําประมงนั้นต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในใบอนุญาตซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้จะทําให้สามารถปรับใช้ในการบริหารจัดการได้อย่างมียืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์
                และหมวด 5 มาตรการอนุรักษ์และบริหารจัดการ ยังเป็นกําหนดกรอบการอนุรักษ์และบริหารจัดการ ให้เกิดความสมดุลย์ ทางธรรมชาติ และรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศน์ไว้อย่างยั่งยืน ตามหลักการป้องกันไว้ล่วงหน้า จะเห็นว่าบทบัญญัติในหมวดนี้จะทําให้ “รัฐ” ในฐานะ “รัฐชายฝั่ง” สามารถบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในเชิงพื้นที่ ชนิด ฤดูกาล ตามความเหมาะสม
                ในขณะที่หมวด 4 การทําการประมงนอกน่านน้ํา บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นการกําหนดมาตรการในการควบคุมเรือประมงไทยที่เข้าไปทําการประมงในน่านน้ำสากล หรือ น่านน้ำของรัฐชายฝั่งอื่น ปฎิบัติตามข้อกําหนด กฎหมายที่มีการบัญญัติไว้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการดําเนินการในฐานะ “รัฐเจ้าของธง”
               และนอกจากนี้ พรก. ยังได้กําหนดหมวด 7 การควบคุม เฝ้าระวัง สืบค้น และตรวจสอบ เพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมติดตาม และเฝ้าระวังการทําการประมง โดยเป็นการนําเอาหลักการของ MCS (Monitoring Control and Surveillance) มาใช้ในส่วนที่ 1 การควบคุมและเฝ้าระวัง ของหมวดดังกล่าวเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ได้รับใบอนุญาตทําการประมงจะทําประมงตามกรอบที่ได้รับอนุญาต และบทบัญญัติในส่วนที่ 2 การสืบค้น เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทําการประมงนั้นมีหลักฐานและที่มาอย่างถูกต้องซึ่งเป็นการนําหลักการจากหลักการสากล

 การบริหารจัดการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

                การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอดีตสามารถดําเนินการโดยเสรี ยกเว้นการเลี้ยงในแหล่งน้ำที่สาธารณประโยชน์ที่จะต้องมีการประกาศพื้นที่อนุญาตและขออนุญาต แต่การเลี้ยงในพื้นที่ของเอกชนหาได้มีการควบคุมไม่ได้ มาตรฐานการเลี้ยงเป็นไปโดยสมัครใจ ซึ่งมักถูกผลักดันจากความต้องการของตลาด ที่มุ่งเน้นสุขอนามัยและความปลอดภัยของอาหารเป็นหลัก ต่อมากระแสโลกเพิ่มมิติในส่วนของการผลิตที่ให้ความสําคัญด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น                                              บทบัญญัติภายใต้ พรก 2558 ในหมวด 6 การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เป็นแหล่งผลิตอาหารอีกทางเลือกหนึ่ง โดยคํานึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว และรักษาความสมดุลของระบบนิเวศรวมทั้งสร้างความมั่นใจในการบริโภคสัตว์น้ำที่ได้จากการเพาะเลี้ยงทั้งในด้านคุณภาพและสุขอนามัยที่ได้มาตรฐาน โดยให้อํานาจกับภาครัฐในการที่กํากับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ําให้มีคุณภาพป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออันตรายต่อผู้บริโภคหรือต่อกิจการของผู้อื่น โดยสามารถที่จะกําหนดให้ชนิด หรือ ลักษณะหรือลักษณะของสัตว์น้ำ หรือ ประเภท รูปแบบขนาด หรือวัตถุประสงค์ของกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เป็น “กิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม” ได้ ซึ่งทําให้รัฐสามารถที่ควบคุมเฝ้าระวัง จํากัดขนาดการเลี้ยง หรือผลกระทบของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้

 การบริหารจัดการด้านการแปรรูปสัตว์น้ำและลิตภัณฑ์

                ในอดีตมาตรฐานด้านสุขอนามัยในการจับ การดูแลรักษาสัตว์น้ำ การแปรรูปสัตว์น้ำ การเก็บรักษา การขนส่งหรือขนถ่ายสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเป็นไปตามความต้องการของประเทศคู่ค้า โดยการควบคุมที่ผลิตภัณฑ์ที่จะส่งออกเป็นหลัก ผ่านการขอใบรับรองสินค้าและผลิตภัณฑ์ ซึ่งไม่มีกฎหมายภายในบังคับ แต่ภายใต้ พรก ฉบับนี้เห็นได้ว่ารัฐมีอํานาจในการที่กําหนดให้ผู้ประกอบกิจการปฏิบัติตามมาตรฐานที่กําหนด อันจะส่งให้สิ้นค้าหรือผลิตภัณฑ์ไม่ว่ามีการจําหน่ายทั้งภายในและภายนอกประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน

การบริหารจัดการด้านการนําเข้า – การส่งออก

                นอกจากการควบคุมการทําการประมงในประเทศแล้ว พรก. ยังได้กําหนดแนวทางในการควบคุมเรือประมงต่างชาติไว้ในหมวดที่ 7 ส่วนที่ 3 มาตรการในการตรวจสอบ ซึ่งเป็นการตรวจสอบเรือประมงต่างชาติ หรือเรือขนถ่ายสัตว์น้ำต่างชาติที่จะนําสัตว์น้ำเข้ามาและขึ้นท่าในประเทศไทยต้องได้รับการตรวจสอบ โดยได้นําหลักการจาก PSMA มาใช้ในการบัญญัติ ในฐานะ “รัฐเจ้าของท่าเรือ” และหมวดที่ 7 ส่วนที่ 2 หลักฐานเพื่อการสืบค้น พรก ยังได้กําหนดให้ผู้นําเขา ส่งออก หรือนําผ่านสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์ต้องมีหลักฐานแสดงว่าได้มาจากการทําการประมงโดยชอบ
                และในหมวด 5 เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำที่หายากหรือ ป้องกันอันตรายมิให้เกิดแก่สัตว์น้ำและระบบนิเวศ รัฐ สามารถที่จะห้ามการนําเข้า ส่งออก นําผ่าน เพาะเลี้ยง หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์น้ำบางชนิดได้ อันจะเป็นการลดปัญหาในการที่มีการนําสัตว์น้ำต่างถิ่นเข้ามาโดยไม่ได้ถูกควบคุม หรือนําสัตว์น้ำบางชนิดจากธรรมชาติและส่งออกไปต่างประเทศ

บทส่งท้าย

                จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า พระราชกําหนดการประมง พ.ศ. 2558 หาใช้กฎหมายที่ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหา IUU แต่อย่างเดียวไม่ แต่เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อให้ประเทศไทยสามารถการบริหารจัดการประมงได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในภาคการทําประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การแปรรูปสัตว์น้ำ การนําเข้า-ส่งออกสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ประมง และเปลี่ยนผ่านไปสู่ “การประมงที่ยั่งยืน” แต่การที่จะประเทศไทยจะก้าวข้ามไปได้นั้นคงต้องอาศัยความตั้งใจ แน่วแน่ ร่วมมือ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมประมงทุกคน


บทบัญญัติ UNCLOS 1982 ด้านการประมงที่สําคัญ
ข้อ 3 ความกว้างของทะเลอาณาเขต รัฐทุกรัฐมีสิทธิกําหนดความกว้างของทะเลอาณาเขตของตนได้จนถึงขอบเขตหนึ่งซึ่งไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล โดยวัดจากเส้นฐานที่กําหนดขึ้นตามอนุสัญญานี้
ข้อ 57 ความกว้างของเขตเศรษฐกิจจําเพาะ เขตเศรษฐกิจจําเพาะจะต้องไม่ขยายออกไปเลย 200 ไมล์ทะเล จากเส้นฐานซึ่งใช่วัดความกว้างของทะเลชายฝั่ง
ข้อ 56 สิทธิ เขตอํานาจ และหน้าที่ ของรัฐชายฝั่งในเขตเศรษฐกิจจําเพาะ : 1. ในเขตเศรษฐกิจจําเพาะรัฐชายฝั่งมี 
(a) สิทธิอธิปไตยเพื่อความมุ่งประสงค์ในการสํารวจและการแสวงหาประโยชน์การอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตในน้ำเหนือพื้นดินท้องทะเล และในพื้นดินท้องทะเลกับดินใต้ผิวดินของพื้นดินท้องทะเลนั้น และมีสิทธิอธิปไตยในส่วนที่เกี่ยวกับกิจกรรมอื่นๆ เพื่อการแสวงประโยชน์และการสํารวจทางเศรษฐกิจในเขต อาทิเช่น การผลิตพลังงานจากน้ำกระแสน้ำ และลม
ข้อ 61 การอนุรักษ์ทรัพยากรมีชีวิต
(1) รัฐชายฝั่งจะพิจารณากําหนดปริมาณทรัพยากรทีมีชีวิตที่พึงอนุญาตให้จับได้ภายในเขตเศรษฐกิจจําเพาะของตน
(2) โดยคํานึงถึงหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดที่ตนมีอยู่รัฐชายฝั่งต้องประกันโดยมาตรการอนุรักษ์และการจัดการที่เหมาะสมกว่า การบํารุงรักษาทรัพยากรที่มีชีวิตในเขตเศรษฐกิจจําเพาะจะไม่ได้รับอันตรายจากการแสวงประโยชน์เกินควร รัฐชายฝั่งและองค์การระหว่างประเทศไม่ว่าในระดับอนุภูมิภาค ภูมิภาค หรือระดับโลก จะร่วมมือกันเพื่อการนี้ตามสมควร
การปฏิรูประบบกฎหมายไทยในการแก้ไขปัญหา IUU Fishing
ธำรงลักษณ์ ลาพินี